Lost Sendai : อีกหนึ่งเรื่องราวความรักระหว่าง Backpack… | - CookieCoffee -

- CookieCoffee -

– No.1 TH Blogger in JP by StatCounter UK –

Lost Sendai : อีกหนึ่งเรื่องราวความรักระหว่าง Backpack…

ผมนั่งมองแหวนลูกปัดหลากสีสันอยู่ใน Starbucks ตรงข้ามวัด Asakusa, วันนี้มีงานวัด [Matsuri] ใหญ่ แม้ช่วงเดือน May จะอากาศดี ราว 18 – 22 c แต่คงเพราะคนมาร่มงานกันเยอะและได้เวลาเที่ยงแล้ว อากาศจึงเริ่มร้อน

หลบมาพักและนั่งดูรูป Matsuri ที่ถ่ายไว้ด้วย Xperia V, กับ Caffe Misto หนึ่งถ้วย

หนึ่งคำถามที่มีคนสงสัยบ่อยๆ ก็คือ ในการเดินทาง Backpack ของผม, เคยเจอสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” บ้างไหม ?

การมา Backpack ญี่ปุ่นรอบนี้ ให้คำตอบกับผมได้ชัดเจนที่สุดอีกครั้ง…

 ทีแรกผมตั้งใจจะใช้ Sendai เป็นแค่ที่แวะพัก, ก่อนจะออกไป Yamadera / Kesennuma และ Nikko

แต่สุดท้าย, ผมอยู่ Sendai สามวันสามคืนใน Guesthouse แห่งนึง ซึ่งเจ้าของแหวนวงนี้เป็นผู้ดูแล…

มันเป็นการพบกันกลางดึก, ตอนที่ผมเข้าไป Check In แล้วเธอรู้ว่าผมมาจากเมืองไทย

เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้เธอสนใจเพราะเธอก็กำลังหัดเรียนภาษาไทยด้วยตัวเองอยู่

ในห้อง Commonroom แบบญี่ปุ่น, เราสองคนจึงนั่งซุกอยู่ใต้โต๊ะ Kotatsu ด้วยกัน เพื่อนั่งคุยเป็นภาษาไทยปนภาษาญี่ปุ่นทีละคำสองคำอย่างง่ายๆ ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน

วันถัดมา, ผมขึ้นรถไฟ JR สาย Senzan ออกไปยังวัด Yamadera บนภูเขา

เพื่อหาคำตอบอะไรสักอย่างให้ตัวเอง, จากวัดที่ว่ากันว่าเป็นที่สิงสถิตย์ของเหล่าวิญญาณในโลกหลังความตาย

ก่อนจะกลับมานั่งฝึกภาษากันสองคนจนถึงตีสอง

 

คำง่ายๆ ที่เข้าใจยากหลายๆ คำ, เธอก็จะวาดเป็นภาพบ้าง ไม่ก็ออกท่าทางบ้าง

ในช่วงเวลาสั้นๆ สองสามคืน, ผมได้เรียนภาษาญี่ปุ่นน่ารักๆ มากมาย

เธอยกตัวอย่างคำซ้ำที่เกิดจากเสียงซึ่งคนญี่ปุ่นชอบใช้กันเช่น “Teku Teku” แปลว่าเดินเร็วๆ หรือ “Kyoro Kyoro” แปลว่าหันไปหันมา แล้วเราก็นั่งหัวเราะคิกคักๆ ก่อนจะออกไป Konbini เพื่อหาอะไรดื่ม

วันที่สองนี้, ผมจึงได้รู้ว่าที่จริงเธอไม่ใช่คน Sendai

แต่เป็นสาว Kyoto ที่มาในฐานะ “Volunteer” เพื่อช่วย Sendai หลังเกิด Tsunami & Nuclear เมื่อสองปีก่อน

ช่วงกลางวัน เธอจะออกไปดูแลเด็กกำพร้าที่เมือง Ishinomaki

เธอบอกว่าแม้ใจกลางเมือง Sendai จะดูปรกติทุกอย่างแล้ว, แต่เมืองรอบๆ ยังมีแต่ความว่างเปล่าและซากตึก…    

 จนถึงตอนนี้, ช่วงกลางวัน เธอก็จะนั่ง Bus ออกจาก Sendai Station ใช้เวลากว่าชั่วโมงเพื่อไปดูแลบรรดาเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่ไปในเหตุการณ์ Tsunami และช่วงกลางคืนจึงจะกลับมาทำงานต่อที่ Guesthouse

เธอยังพูดอีกว่าที่จริงแล้ว, รอบๆ Sendai Airport ก็ยังเต็มไปด้วยซากตึก

ผมเองได้ปั่นจักรยานออกจาก Sendai Station เลาะไปตามชายหาดด้วยตัวเองแล้ว และก็พบว่าจริง

เช้าวันใหม่, ผมเดินไปส่งเธอขึ้นรถ Bus ที่ Sendai Station ก่อนจะซื้อตั๋ว “Loople Bus” เพื่อชมรอบเมือง

ห้าโมงเย็น, ผมนั่ง Check Mail และทำ Report ส่งกลับเมืองไทยจากบน Surface อยู่ที่ Starbucks

สองทุ่มตรง, เธอส่ง Line มาหาผมว่า กลับมาถึง Sendai Station แล้วนะ

ฝนตกปรอยๆ ระหว่างทางที่เราสองคนเดินกลับ Guesthouse, ทั้งผมและเธอมีเรื่องเล่ามากมายในสองภาษา

 

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะอยู่ Sendai, เป็นคืนสุดท้ายที่ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้อีกแล้ว…

จากหนึ่งคืนแค่แวะพัก, กลับกลายเป็นสามคืนติดกัน และถ้าเลือกได้ ผมก็อยากจะอยู่ที่ Sendai ต่อให้นานเท่านาน

เรานั่งซุกโต๊ะ Kotatsu คุยกันเหมือนทุกคืน, อากาศข้างนอกเริ่มเย็นลงเหลือ 10 c

ถ้าเวลาหยุดลงตรงนี้ได้ก็คงดี

ตอนตีสี่ตรง, ผมก็เดินตามเธอขึ้นไปชั้นสองของ Guesthouse และหยุดยืนตรงหน้าห้องนอนของเธอ เพื่อบอกลา “Oyasuminasai” แต่แล้วเราทั้งสองก็ได้แต่ยืนนิ่งจ้องตา มันจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายแล้วจริงๆ

ผมกอดเธอไว้แน่น, เธอหลับตา และเราจูบกันในความมืดและความเงียบสงัดของเมือง Sendai

เช้าของวันสุดท้าย, ผม Checked Out ตั้งแต่ตอนที่เธอยังไม่ลงมาจากห้องนอน

ตั้งใจว่าจะไปจาก Sendai โดยไม่ต้องพบกันอีก

แต่แล้วผมก็ยังส่งข้อความไปทาง Line, บอกว่า ผมกำลังรอรถไฟกลับ Tokyo อยู่ที่ Starbucks ใน Sendai Station และเธอก็ตอบกลับมาว่า “Cookie Starbucks Now ?”

“Iku Yo” แปลว่าเธอกำลังจะตามมา

และ “Cookie Suki”

หมายความว่าตลอดสามคืนที่ผ่านมานี้, ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่รู้สึกดี…

ที่ Bus Stop, เรากอดกันกลางสายฝนที่โปรยเบาๆ อีกครั้ง แล้วเธอก็ถอดแหวนวงนี้ส่งให้

การพบใครสักคนระหว่างเดินทางเป็นเรื่องน่ารักเสมอ แต่มันก็โหดร้ายเพราะเราต่างรู้ดีว่าทุกสิ่งต้องจบลงในเวลาแสนสั้น

ทางที่นั่ง Shinkansen กลับจาก Sendai จนถึงเมื่อคืน ที่ผมเดินอยู่คนเดียวใต้ลมหนาวของ Asakusa, ได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมเรื่องราวจึงต้องจบลงแบบนี้ และไม่ว่าจะมองเห็นอะไรรอบข้างก็คิดถึง…

Starbucks Kyoto Matcha, เพราะมันคือเมืองที่เธอจากมา

เสียงฝีเท้าตัวเองเดินดัง “Teku Teku” และเหลียวหลังหันไปมอง “Kyoro Kyoro”

แต่ก็ไม่มีใคร ใน Tokyo ที่ผมรู้จักคอยยิ้มให้

แหวนลูกปัดยังอยู่บนนิ้วผม

พรุ่งนี้ผมต้องบินไป Macau ต่อ…

เราคงได้พบกันอีกที่ใดสักแห่งบนโลกที่แสนกว้างใหญ่

 

จากคนละฟ้า จากคนละแผ่นดิน กลับมาโบยบินข้ามไปสุดฟ้าจนได้พบกัน และอาจเป็นเพียงลมที่พาเราพบพาน, ให้เราได้รักกันและให้ฉันต้องฝืนใจลา…   

 ผมได้ยินเพลงนี้ดังซ้ำไปมาในความเงียบบนถนน Asakusa