Special : สมัครบัตร Amex Platinum วันนี้ฟรีตั๋ว Business Class ไปกลับญี่ปุ่น 3 ใบ !!! > "Click"

--------------------------

เกิดมาไม่เคยเจอจักรยานเช่าที่ไหนทำไมมันยากและเรื่องมากขนาดนี้มาก่อน, นี่บอกเลยครับว่าผมมีประสบการณ์เช่าจักรยานที่ London / Taipei และ Stockholm มาแล้วตอนไป Backpack แต่…

ไม่เคยมีประเทศไหนที่ต้องเข้าไปลงทะเบียนใน Web ก่อนเพื่อเอา Password มา Unlock ที่ตัวรถ o_O!!!

[ไม่รู้จักรยานปันปั่นของท่านผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ในกรุงเทพฯ เช่ายังไง ?]

แถมพอ Click เข้าไปที่ DateBikeRental Website, มันก็ให้กรอกข้อมูลทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น :’)

น่าเสียดายถ้าไม่ได้ปั่น เพราะ Sendai ได้ฉายาว่า “เมืองแห่งต้นไม้” และ “เมืองจักรยานอันดับ 1” ในประเทศนี้…

อยากจะร้องว่า Oh My Lord Sukhumbhand, แต่จักรยานเช่าปันปั่นของบ้านเราต้องง่ายกว่าแน่ๆ เพราะ “Date Bike” ที่ Sendai นี่ แม้แต่จุดจอดจักรยานก็ยังมีแต่ภาษาญี่ปุ่น o_O!!!

 

[Date Bike อ่านว่า “ดาเตะไบค์” นะครับ, เป็นชื่อของผู้ก่อตั้งเมือง Sendai แห่งนี้ :)]

 ตอนผมเช่าที่ Sweden ก็ยากประมาณนึง, คือต้องไปซื้อบัตร Stockholm City Bike ที่มีมูลค่าเงินในบัตร

แล้วก็เอาไปทาบกับตัว Lock รถจักรยานให้มีเสียงติ๊ดๆ ก็จะดึงรถออกมาได้ ~

แต่ที่ง่ายสุดๆ คือใน London

เสาที่ Lock ตัวจักรยานจะมีเครื่องอ่านบัตร Credit Card ฝังอยู่, และก็ไม่ต้องซื้อบัตรอะไรเลยครับ

 ส่วนที่ Sendai, ผมยืนเอ๋ออยู่ข้างจุดจอด Date Bike ซึ่งมีตั้ง 12 จุดทั่วเมือง

[ไม่ต้องถามนะครับว่าผมดูด้านหลังป้ายรึยัง เผื่อมีภาษาอังกฤษ, เพราะผมวิ่งรอบป้ายแล้ว 3 รอบ และก็ไม่เข้าใจ๊ไม่เข้าใจว่ามันจะมีเขียนภาษาอังกฤษว่า “How to Use” ทำไมตั้ง 1 ประโยคแน่ะ ดีใจจัง – -]

แม้จะเช่าไม่ได้ แต่ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า, ผมก็หยิบแผ่นพับมาอ่าน

ซึ่งก็อ่านไม่ออก เพราะไม่มีภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเดียวอีก – -*

แต่เผอิญมันมีแผนที่ บอกตำแหน่ง “Date Bike Service Centre”

ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ผมตอนนั้น, แค่เดินไปที่ตึกใกล้ๆ กับ Loft & Sendai Station

ผมก็ตรงดิ่งไปทันที, อยากจะไปถามด้วยว่าใครเป็นคนคิดวิธีเช่ารถ Date Bike เนี่ย – -/

และก็ได้เจอคุณพนักงานที่พูดอังกฤษไม่ได้เลยอีก แต่มีพลังแห่งความมุ่งมั่นอยากช่วยผมเต็มที่ o_O!!!

เพิ่งสังเกตแฮะว่าจักรยาน Date Bike มีสองแบบ, และเค้าทำตลาดร่วมกันระหว่าง Yamaha & DoCoMo ด้วยนะครับ โดยที่ตัวจักรยานจะมีฝัง GPS เอาไว้ สามารถตามหาได้ในกรณีที่เช่าแล้วเผ่น :)

ด้วยความแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด, ผมก็ถามคุณพนักงานก่อนเลยว่า “Date Bike, Gaijin wa Dekimasuka ?”

แปลว่า “จักรยานเช่า Date Bike เนี่ย, คนต่างชาติเช่าได้รึเปล่า ?”

คำตอบคือได้ครับผม ~

คุณพนักงานสาวก็เอา Passport เราไปถ่ายสำเนาพร้อบกับส่งเอกสารในแบบกระดาษให้มาชุดนึง

ซึ่งก็เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดอีก, แต่เค้าก็ช่วยแปลครับว่าช่องไหนคืออะไร

สุดท้ายก็ส่งบัตรหนึ่งใบที่มี Password เขียนไว้มาให้

 

 เราก็กดรหัส 4 ตัวเลขนี้ที่กล่องสีแดงๆ, ก็จะมีเสียงดังแกร๊กตรงล้อหลัง o_O?

คือมันเจ๋งมากครับเจ้า Date Bike เนี่ย, เพราะล้อหลังมัน Lock ด้วยระบบไฟฟ้า และตรงมือจับก็ยังมีตัวปรับพลังไฟฟ้า 3 ระดับช่วยทดแรงเวลาเราปั่นขึ้นเขา พร้อมเครื่องวัดระยะทางและความเร็วเป็น Km/hr o_O!!!

ไฟหน้ารถก็มีให้พร้อม, ปรับเกียร์ได้อีก 3 ระดับ ด้านหน้ามีตะกร้าใส่ของ ~

เวลาจอดรถที่ไหน, ผ่านไป 10 นาที ระบบไฟฟ้าก็จะสั่งให้ Lock ล้อหลังอัตโนมัติด้วย !

ดังนั้น ไปจอดไหนก็ไม่ต้องกลัวหาย [แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ก็ปลอดภัยจะตายอยู่แล้วนี่นา]

เริ่มจะเข้าใจว่าทำไม Date Bike ถึงเช่ายากนักหนา

ผมเองยังอยากจะแอบขโมยปั่นกลับเมืองไทยเลย :D

ตรงโครงเหล็ก Body รถ, มี Li – Ion Battery ติดตั้งไว้ด้วย

Date Bike จึงเป็นรถพลัง Hybrid, คือมีทั้งพลังไฟฟ้าและพลังงานถีบ :D

ที่ Date Bike ต้องเป็นจักรยานไฟฟ้าก็น่าจะเพราะว่าเมือง Sendai มันเป็นพื้นที่เนินน่ะครับ และยิ่งถ้าใครอยากจะปั่นออกไปตรง Sendai Castle แบบผมละก็, ตรงนั้นมันต้องปั่นขึ้นเขาจริงๆ เลย

เรื่องราคาค่าเช่ารถจักรยานก็มี 2 แบบคือ เต็มวัน 1000 Yen และครึ่งวัน 500 Yen [ทำการเช่าหลังบ่าย 2] 

ซึ่งถือว่าถูกสุดๆ เพราะ 1000 Yen ในประเทศญี่ปุ่นมันก็คือบะหมี่ชามเดียว – -/

แต่ข้อเสียคือเราต้องคืนรถก่อน 9 PM ครับ

และทุกปุ่มบน Date Bike ก็เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น, จำกันให้ดีละ – –

และถ้าใครจะปั่นขึ้นเขาไปไกลๆ, ก็แนะนำให้แวะ Lawson 108 ซื้อเสบียงตุนไว้ก่อน ~

เพราะระหว่างทางขึ้นเขามันอาจจะไม่มีร้านสะดวกซื้อครับ

ผมก็ติดข้าวปั้น Onigiri หนึ่งก้อนกับเครื่องดื่มสมุนไพร Herbal Drink ตัวใหม่ของ Coca Cola ไปด้วยหนึ่งขวด, สาวๆ ที่นี่ชอบมาก เพราะดื่มแล้วสวยปิ๊งหุ่นดี [ขี่จักรยานทั้งวัน มันก็ต้องผอมสิ *-*/]

ถ้าใครไม่คิดจะปั่นไปไกล, ก็เอาแค่ขี่ในเมือง Sendai City ก็ได้ ~

ที่นี่คือ “เมืองจักรยาน” ของจริง

ทุกที่มี Bike Lane, จักรยานมีสิทธิสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากคนเดินถนน

ถัดมาก็คือรถสาธารณะเช่นรถเมล์ ส่วนรถยนต์มีสิทธิต่ำสุดเสมอครับ

 

แต่เตือนไว้นิดครับว่าถ้าใครอยากจะปั่นขึ้นเขาหรือไป Sendai Castle แบบผม, น่าจะต้อง Check เรื่องแผนที่ดีๆ เพราะเมื่อวานผมปั่นไปตามทางแล้วปรากฏว่า มีสี่แยกนึงเค้าปิดถนน [ปิดซ่อม, ไม่ได้มี Mob :P]

มารู้ทีหลังว่าแยกนั้นเลี้ยวซ้ายไป 500 m ก็ถึง Sendai Castle แล้ว…

แต่ผมตรงไป, เลยวนรอบเขาเป็นวงกลมหนึ่งรอบใหญ่ๆ โดยไร้แผนที่ o_O!!!

ขี่ไปสักพัก, ฟ้าก็เริ่มมืดลงอย่างรวดเร็ว ตามประสาเมืองหนาว

เจอสะพานข้ามเหว…

ส่วนสนุก Beny Land ที่เงียบเหมือนกับสวนสนุกร้าง, บรรยากาศเกาหลีเหนือสุดๆ น่ากลัวมาก :’) 

แถมด้วยป้ายระวังหมี o_O?

 

แต่ด้วยความที่เจอคน Sendai ใจดีช่วยชี้ทาง…

ก็เลยรู้ว่าผมปั่นจักรยานเลยมาไกลมากแล้วอีกต่างหาก :’)

กว่าจะปั่นย้อนศรกลับก็ยิ่งฟ้ามืดเข้าไปใหญ่…

สุดท้ายก็เลยแทบจะถ่ายภาพซากปราสาท Sendai ไม่ได้, เปลี่ยนใจมากินขนม Zunda Mochi แทน [เป็นขนมโมจิที่ใส่ในถ้วย ทานกับถั่วเขียวบดเติมน้ำตาลกับเกลือ ก็อร่อยดีนะ – -]

และขากลับก็เจอรถลูเปิ้ลบัส [Loople Bus] ซึ่งเป็น Bus ชมเมือง Sendai กำลังวิ่งลงเขาพอดี

[เหมาจ่ายวันละ 600 Yen, ขึ้นลงตรงไหน กี่รอบก็ได้ เป็น Choice ที่เข้าท่าสำหรับคนที่อยากชมเมืองใน 1 วัน]

ก็เลยขี่จักรยาน Date Bike ตามไปอย่างน่าอนาถ ~

 

แถมด้วยแผนที่, เผื่อใครอยากมา Sendai แล้วเช่าจักรยานปั่นเที่ยวแบบผม ก็แค่ออกจากสถานี Sendai Station ทางประตูหมายเลข 13 แล้วตรงอย่างเดียว ก็จะเห็น “Date Bike Service Centre” เลย

แต่ Date Bike มีที่นั่งเดียวนะครับ, อดพาสาวญี่ปุ่นซ้อนท้ายเลย :D