web analytics

- CookieCoffee -

– No.1 Blogger in Thailand by StatCounter UK –

เที่ยว Matsushima ง่ายๆ : รถไฟ 30 นาทีจากสถานี Sendai

บินตรงลงสถานี Sendai แล้วไปไหนต่อ…

ข้อเสียหนึ่งของเมือง Sendai ก็คือเป็นเมืองใหญ่แต่เงียบ

ถ้าเทียบกับไทยเราโดยให้ Tokyo เป็นกรุงเทพฯ, ก็ต้องบอกว่า Sendai เงียบกว่าเชียงใหม่ แม้ Sendai จะมีรถไฟ มีห้าง มี Starbucks มี UniQlo มี Rilakkuma Store และมีความสบายไม่ต่างจาก Tokyo ก็ตาม

ถ้าให้เที่ยว Sendai เองสัก Week ก็คงเบื่อ แต่ถ้าใครอยากลองมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ ให้ไกลขึ้น…

ชั่วโมงนึงก็สามารถไปถึง Yamadera, สถานที่สิงสถิตย์ของวิญญาณและไป Matsushima ได้ใน 30 นาที :)

Matsu [มัตสึ] แปลว่า “ต้นสน”

Shima [ชิมะ] ก็คือ “เกาะ

 Matsushima [มัตสึชิมะ] จึงถูกตั้งชื่อตามภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเกาะและต้นสนนั่นเอง ~

ผมไป Matsushima กับ Mayumi ในวันสุดท้ายของ Sendai Trip ครั้งนี้

และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะได้พบกันอีก…

ลมพัดเย็นสบาย มองไปทางไหนก็เป็นชายทะเล

การเดินทางไป Matsushima ก็ง่ายๆ, แค่นั่งรถไฟจาก Sendai Station ไปยังสถานี Matsushimakaigan ในราคา 400 Yen ใช้เวลาเพียงสาบสิบกว่านาที ก็จะมาถึงสถานที่ที่ถูกยกย่องว่า “สวยติด 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น”

 

 Matsushimakaigan เป็นสถานีเล็กๆ, ที่นี่อาจจะยังเรียกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ไม่เต็มปากนัก เพราะผู้ที่มาส่วนใหญ่ก็เป็นคนในแถบ Tohoku [ญี่ปุ่นตะวันออก] หรือไม่ก็เป็นชาว Sendai ที่อยากพักผ่อนวันเสาร์อาทิตย์

ผมกับ Mayumi จังไปกันวันธรรมดา

ทั้งน้ำทั้งฟ้าเงียบเหงา

สองข้างทางจากตัวสถานีมีร้านรวงขายอาหารและของฝาก, ตรงไปยังชายหาด แต่ก็ไม่มีลูกค้า

เราเดินจูงมือกันฝ่าลมหนาว

ของขึ้นชื่อของแถบนี้ก็คือ “Zunda“, ถั่วเขียวบด ทำเป็นโมจิ / ไอติมหรือเครื่องดื่มปั่น

และอีกสองอย่างก็คือ หอยนางรมสด [Nama Kaki]

กับลูกชิ้นปลาใบไผ่ [Sasa Kamaboko]

 มีร้านนึงที่วางเตาย่างเอาไว้ในร้าน, ครอบครัวพาลูกเล็กๆ มานั่งปิ้งกันอย่างสนุกสนาน

ผมต้องบินกลับเมืองไทยคนเดียวพรุ่งนี้…

สองคนพยายามไม่ให้เศร้า, เราเดินต่อไปตามถนนที่พาไปยังชายหาด และระหว่างก็จะผ่านศาลเจ้า Gogaido ที่อยู่บนเกาะเล็กๆ หันออกไปทางทะเลและวัด Zuiganji ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 828

Mayumi บอกว่าถึงจะมา Matsushima บ่อยแต่ก็ไม่เคยเข้าไปดูข้างในวัด Zuganji 

ข้างในเป็นเหมือนป่า, มีต้นไม้สูงถึงฟ้าเรียงราย

แต่น่าเสียดายที่ตัวอารามปิดซ่อมจนถึงปี 2018

 

ใบไม้เปลี่ยนสี, กำลังจะสิ้นฤดูใบไม้ผลิ…

แม้ตัวอาราม Zuiganji จะเข้าไม่ได้ แต่แค่ได้เดินชมรอบๆ ก็งดงามพอแล้วครับ เพราะที่นี่ มีการแกะสลักหินผาให้เว้าเข้าไปเป็นองค์พระพุทธรูปบ้างหรือเป็นเทพเจ้าตามความเชื่อของญี่ปุ่นบ้าง

ตอนที่ผมกับ Mayumi เดินออกจากวัด, ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันเป็นภาษาไทย

เราสองคนหันไป “Sawasdee ka” ใส่

ปรากฏว่าคนไทย 4 คนนั้นตกใจ, ก่อนจะทักกลับมาว่า “สวัสดีค่ะ” บ้าง

เลี้ยวซ้ายจากประตูวัดไปนิด ก็จะเป็นศาลเจ้า Gogaido ที่อยู่อีกฝั่งถนน

มีสะพานสีแดงเล็กๆ ข้ามไป

 

 และเมื่อเดินตรงต่อไปก็จะถึงอ่าว Matsushima ครับ

เมื่อ 2 ปีก่อน, ที่นี่เคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ตามมาด้วย Tsunami

ถ้าว่ากันตามจริง, ที่ Matsushima ย่อมจะโดนถล่มหนักว่าตัวเมือง Sendai City ด้วยซ้ำ เพราะว่ามันอยู่ติดทะเล แต่ด้วยเกาะมากมายที่เรียงรายกว่า 300 เกาะจึงเป็นเสมือนเกราะกันภัยไม่ให้คลื่นเข้ามาได้

ภายในเวลา 2 ปี, ที่นี่ก็กลับสู่สภาพสวยงามดังเดิม

ปัจจุบัน ทางการ Matsushima ก็อนุญาตให้เดินไปยังเกาะใกล้ๆ ได้

โดยมีเกาะใหญ่สุดชื่อ Fukuurajima, ค่าผ่านประตู 200 เยนเพื่อข้ามสะพานสีแดงไปบนทะเล

  

มีชายหาดบางจุดที่ลงไปแตะน้ำทะเลได้

 แค่เกาะเล็กๆ เกาะเดียวแต่ก็ต้องใช้เวลาเดินราวๆ ชั่วโมงนึงถึงจะทั่ว

ตอนนี้ Sendai เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว, ฟ้าจึงเริ่มมืดตั้งแต่ราวสี่ห้าโมง

ถ้าใครมาเที่ยวช่วงนี้ก็อาจจะต้องเเผื่อเวลาเดินกลับไปยังสถานี Matsushimakaigan สักครึ่งชั่วโมง, ยิ่งถ้ามาวันจันทร์ถึงศุกร์ ที่นี่จะดูว่างเปล่าและเหงามากทีเดียว  

เราสองคน, ผมกับ Mayumi ข้ามสะพานกลับจากเกาะ Fukuurajima ตั้งแต่บ่ายสามโมงกว่า

มาแวะทานอาหารท้องถิ่นที่ตลาดปลา Matsushima Fish Market ที่อยู่ใกล้ๆ สถานี

เพราะว่าติดชายทะเล, กุ้งหอยปูปลาจึงทั้งสดและราคาไม่แพง

ข้าวหน้าหอยนางรมราดไข่ [Nama Kaki Don] แค่ชามละ 1200 Yen เท่านั้น   

หอยนางรม [Kaki] แบบญี่ปุ่นจะแตกต่างจาก Oyster แบบฝรั่งหรือแบบที่ไทยเราทาน เพราะหอยที่นี่จะเป็นแบบตัวเล็กเท่านิ้วโป้งแต่เนื้อแน่น ออกเหนียวมากกว่านุ่ม และหอมกลิ่นทะเลเข้มข้น

ปรุงมากับไข่ขลุกขลิก, ราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ

ส่วนจานของผมเป็นหอยนางรมอบเต้าเจี้ยว Karamiso รสเผ็ดและหอยนางรมชุบแป้งทอดกรอบ

 สามอย่างแบ่งกันทาน คีบสลับกันไปมาระหว่างมองท้องฟ้าสีฟ้า

ที่กำลังมืดลง…

พรุ่งนี้เช้า เราคงไม่ได้พบกันแล้ว

ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ผมจะได้กลับมาที่นี่, ที่ Sendai 

เหลือไว้เพียงชื่อที่เขียนไว้บนผืนทราย, ซึ่งก็คงจะหายไปในยามค่ำคืนเมื่อเกลียวคลื่นซัดกลับขึ้นมาบนชายฝั่ง หลังจากนั้นก็มีแค่ความทรงจำให้นึกถึงผ่านวันเวลาและระยะทางที่แสนห่างไกล

เป็นหนึ่ง Blog ที่ย้อนเขียนแล้วร้องไห้, ในวันที่อยู่ไทย แต่ใจยังไม่กลับจาก Matsushima…