Special : นัด "How to be Blogger แบบส่วนตัวและเพื่อธุรกิจ"

อาจจะเพราะคุณ Cookie มีทีมงานพิเศษดังรูป ^^)

[กำลังจะถ่ายภาพ Schengen Visa เขียน Review ลง Blog, น้องแมวพุ่งมานอนทับซอง Passport – -]

การขอ Schengen Visa ครั้งนี้, ผมไปขอที่สถานฑูตเยอรมัน เพราะตั้งใจว่าจะ Backpack ไปหาเบียร์ดื่มเดือนหน้า และคาดว่าจะอยู่เยอรมันนานที่สุด [แม้จะลงเครื่องที่ Switzerland + ออกไป Austria / Czech ด้วยก็ตาม]

วันพุธที่ผ่านมา, ผมก็ไปยื่นเรื่องไว้ และคิดว่าน่าจะอีกนาน เพราะวันศุกร์มันติดมาฆบูชาอีก…

ปรากฏว่าเช้าวันเสาร์, Passport ส่งกลับมาถึงบ้านผมพร้อมวีซ่า ด้วยบริการ EMS o_O!!!

 

แปลว่าจริงๆ แล้วสถานฑูตเยอรมันใช้เวลาทำ Schengen Visa 2 วัน, จากนั้นก็ส่งมาที่ไปรษณีย์ o_O?

เดิมทีผมได้ยินว่าการขอ Schengen ที่สถานฑูตเยอรมันค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว, เมื่อเทียบกับฝรั่งเศส เพราะทุกอย่างเป็นระบบตาม Style เยอรมัน [เฮียผมไปขอที่ฝรั่งเศสเดือนธันวาฯ รอนาน 15 วัน นับเฉพาะวัน Workday ด้วยนะ – -]

แต่ก็ไม่คิดจริงๆ ว่า 2 วันได้ – -/

และผมคิดว่าสถานฑูตเยอรมันไม่เรื่องมาก, ทำงานเป็นระบบสุดๆ

แม้จะวุ่นนิดๆ ตอนที่ต้องโทรจองคิวล่วงหน้าก่อน ทางเบอร์ 1900222343

[นาทีละ 9 บาท, ผมใช้เวลารอสาย 18 นาทีกว่าจะมีคนรับ…]

แต่พอถึงวันที่ไปยื่นเอกสารจริงๆ, ทุกอย่างจบในเวลา 18 นาทีเท่ากันเลย o_O!!!

 

[ภาพข้างบนนี่เป็นหลักฐานยืนยัน, ว่าผมเพิ่งไปสถานฑูตเยอรมันตอน 9.27 AM ของวันที่ 12 Feb 2014]

แต่ผมมีเอกสารประกอบการขอ Visa ไป 1 ปึก…

 ตามที่เขียนไว้บนหัว Blog น่ะครับ, ผมไม่ได้มีงานประจำแบบเข้า Office

เอกสารอะไรที่บอกได้ว่า “ผมจะไม่ไปแล้วไปลับ ยังไงก็กลับไทยแน่” ก็เอาไปให้หมด เช่น

เอกสารการจองตั๋วเครื่องบิน [Qatar Airways Super Deal ไปกลับ Switzerland รวมราคา 15065 บาท ;)] / เอกสารการจองที่พัก [ผมใช้ของ Booking.com เพราะมันยกเลิกฟรีก่อนเดินทาง 7 วัน ~]

สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน

Passport ก็ถ่ายเอกสารหน้าที่มี Multiple Visa ญี่ปุ่นกับ Visa อังกฤษและ Schengen อันเก่า

Statement ของ Bank ย้อนหลังนี่ผมได้ยินว่าต้องขอ 6 เดือนและเป็นฉบับจริง มีตราประทับจาก Bank เท่านั้น แต่พอดีผมจองคิวกระชั้นชิดมาก, เลยเอาแค่ 3 เดือนแถม Print เองจาก Online Banking – –

[แต่ตัวเลขในบัญชีอาจจะค่อนข้างดี คือมี 7 หลัก]

แล้วก็ร่างแผนการเที่ยวใน Style ผม

ด้วยการเขียนลายมืออีกเช่นเคย, มีภาพประกอบให้ดูด้วย *-*/

ตอนขอ Visa อังกฤษ ผมก็เขียนลายมือแบบนี้ครับ…

ให้ใครดูก็ตกใจกันใหญ่ว่าผมยื่นกระดาษอนาถๆ นี่ให้สถานฑูตด้วยเรอะ o_O!!!

แต่ผมเคยขอ Visa ที่ประเทศนึง, เค้าบอกว่าดี แปลว่ามันคือแผนที่ผมนั่งเขียนเองจริงๆ

[สมัยเรียน ผมก็เขียนข้อสอบแบบนี้ตลอดเลยนะครับ, กลับมาอ่านเองยังงง ^^”]

 ส่วนเอกสารการขอ Schengen Visa จากสถานฑูตเยอรมันก็ไปกรอกแบบ Online ได้ที่ https://videx.diplo.de/videx, ข้อดีคือเรากรอกทิ้งไว้แบบยังไม่เสร็จก็ได้

เพราะมันกด “Save Data” ลงมาเป็น File เก็บไว้บน Laptop ได้ตลอด

พอจะกรอกต่อก็ค่อยกด Open Data แล้วเอา File ที่ Saved มา Upload ขึ้นไป ~

เสร็จสรรพแล้วก็ค่อย Print ออกมาเป็นกระดาษ

จากนั้นผมก็ไปแสดงความอนาถตามประสา Blogger ติงต๊องที่สถานฑูตเยอรมัน…

คือก่อนจะเข้าไปขอ Visa เนี่ย, คุณยามเฝ้าประตู [หน้าเข้ม เสียงโหด] จะให้เราฝากของทั้งหมด

 

มือถือก็ห้ามเอาเข้า, รวมทั้ง Laptop และกระเป๋า

ผมก็ฝากไว้ แล้วก็วิ่งเข้าสถานฑูตไป ~

นึกได้ว่าลืมรหัสที่ได้จากการจองคิวทางเบอร์ 1900 นี่นา o_O!!!

ก็ต้องวิ่งออกจากประตูด้านข้าง วนกลับมาด้านหน้าเพื่อขอเปิดมือถือดูรหัส, ซึ่งมันก็กฏเข้มงวดน่ะครับ จึงต้องคืนใบฝาก หยิบเป้ รื้อของ แล้วก็ฝากใหม่อีกที ก่อนจะเข้าไปในตัวสถานฑูต…

ปากกาผมอยู่ไหน หรือว่าลืมไว้ในเป้ o_O?

วิ่งออกมาอีกรอบ – –

พอไปยื่นเอกสาร, นึกได้ว่าลืมรูปถ่าย 2 ใบไว้ในกระเป๋า…

 

ยื่นเอกสารครบหมดทุกขั้นตอน, เดินมาจ่ายเงินค่า Visa 2700 บาท

ถ้าใครไม่อยากถ่อมารับเล่ม Passport คืนด้วยตัวเอง, ก็มีบริการส่ง EMS ถึงบ้าน ด้วยการซื้อซองตรงซุ้มไปรษณีย์ที่มาตั้งในสถานฑูตด้วย ราคาเพียง 130 บาท แต่ไม่มีการทอนเงิน

มีแต่แบงค์พัน…

คุณไปรษณีย์ [หน้าโหดสมกับที่ทำงานในสถานฑูตเยอรมัน – -] ก็บอกว่า ข้างสถานฑูตมีร้านกาแฟ

ผมก็วิ่งออกมาอีกเป็นรอบที่ 4 – -*

ตึกข้างๆ มีร้านกาแฟดอยช้าง [ชื่อเป็นภาษาเยอรมันซะด้วย, Deutsche Chang – -]

แต่ทั้งหมดที่ว่านี้, รวมการวิ่งเข้าออก 4 ที ก็ยังจบสิ้นกระบวนการขอ Visa ในเวลาแค่ 18 นาที o_O!!!

 

สำหรับคำถามที่คุณพนักงานช่อง 13 สัมภาษณ์ผมก็พื้นๆ นะครับ

ลงประเทศไหนก่อน / ทำไมถึงอยากไปเมืองนี้ / ขึ้นเครื่องกลับที่ไหน / มีใครรู้จักอยู่ที่เยอรมันบ้างรึไม่ / ค่าใช้จ่ายใครเป็นคนออก / เคยได้ Schengen Visa มาก่อนรึเปล่า ?

ซึ่งพวกนี้ ถ้าเราเป็นคนวางแผนเองคงตอบได้แบบไม่สะดุด

[แม้ไปถึงจริงจะรื้อแผนทิ้งหมดแบบที่ผมทำทุกครั้งผมก็ตาม :D]   

สุดท้ายก็ปั๊มลายนิ้วมือ [ถ้าใครเคยทำตอนขอ Schengen ครั้งก่อนๆ ก็อาจไม่ต้อง]

Process ทุกขั้นตอนชัดเจน เป็นระบบมาก

แม้พนักงานทุกคนจะหน้าตาจริงจัง ขึงขังสุดๆ แต่ก็ไม่ได้กดดันอะไร

ตอนสุดท้าย, ผมก็ออกมาทานข้าวเที่ยงกับคุณเพื่อนที่ทำงานในสถานฑูตเยอรมัน [แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรในการพิจารณา Visa เร็วกว่าคนทั่วไป อันนี้เป็นกฏเลย]

พอเดินกลับไปที่หน้าสถานฑูต, คุณยามเฝ้าประตูหัวเราะแล้วทักว่า “เสร็จแล้วเหรอครับ ?”

เค้าก็คือคนที่รับฝากเป้ผม 4 รอบนั่นเอง ^^”

แล้วผมก็เดินไปตามถนนสาทร, ทะลุซอย Convent ไปขึ้น BTS ศาลาแดง

เดินสบายๆ ราว 20 นาที แต่ถ้าใครมา MRT ก็ง่ายกว่า, ขึ้นสถานีลุมพินิ เดิน 1 นาที

ที่อยากให้ระวังเป็นพิเศษตอนนี้ก็คือตรงศาลาแดง / สาทร / สวนลุม มันมี Mob สุเทพฯ ปิดถนน

ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าขับรถมา และอาจจะหาที่จอดยากด้วยครับ

 และผมก็ได้รับ Passport พร้อม Schengen Visa กลับมาในเช้าวันเสาร์หลังมาฆบูชา & Valentine’s Day แค่หนึ่งวัน, เป็นการขอ Visa ที่เร็วที่สุดในชีวิต ไม่คิดว่าสถานฑูตเยอรมันจะทำงานไวขนาดนี้

ว่าแต่จะไปดู Mercedes Museum ที่ Stuttgart หรือ BMW Welt ที่ Munich ดีนะ :)

 

3 Replies to “Schengen Visa เยอรมัน ใช้เวลา 2 วัน คนไร้งาน ขอยังไง ?”

  1. รบกวนสอบถามนะคะ
    ได้ยินมาว่าสถานทูตเยอรมันให้วีซ่ายากมาก คือดิฉันมีแพลนจะไปแบ็คแพคที่เยอรมัน และประเทศใกล้เคียงในยุโรป ตอนนี้มีงานทำอยู่ค่ะ แต่ว่าจะออกจากงานก่อนไป อย่างนี้โอกาสผ่านจะมีน้อยหรือเปล่าค่ะ อยากไปสักประมาน 40-45 วัน แล้วถ้าดิฉันเปลี่ยนไปขอสถานทูตฝรั่งเศสจะได้มั้ยคะ ทราบว่าถ้าอยู่ประเทศไหนนานสุดต้องขอประเทศนั้น แต่ก็กลัวจะขอจากสถานทูตเยอรมันไม่ผ่านค่ะ เพราะเป็นผู้หญิงด้วย คุณมีเอกสารอย่างอื่นอีกไหมคะในการยื่นรับรองว่าจะกลับไทย ดิฉันสามารถให้พ่อเป็นสปอร์นเซอร์ได้มั้ยคะ พ่อมีประมาณสองแสนกว่าบาท ถ้าเทียบกับของคุณเลยคิดว่าน้อยไป ยังไงรบกวนด้วยนะคะ ถ้ามีเวลาช่วยตอบหน่อยนะคะ หรือว่าสามารถส่งข้อความมาให้ดิฉันโทรกลับจะรบกวนคุณมากไปไหมคะ ยังไงรบกวนหน่อยนะคะ
    ขอบคุณมากค่ะ

    1. คงตอบให้ไม่ได้น่ะครับ เพราะมันเป็นอะไรที่ Case by Case แต่ส่วนตัวผมมองว่า Profile ของคุณ Pornsurat อาจจะยากนิดหนึ่ง ^^”

      ที่สำคัญคือคุณ Pornsurat จะไปนานถึงเดือนครึ่งด้วย, ซึ่งถือว่า “นานมาก” สำหรับคนไทยที่จะไปเที่ยวในสายตาของสถานฑูต

      [ผม Backpack นานสุดต่อครั้งก็เต็มที่เดือนเดียว :D]

      ซึ่งพอนาน, ทางสถานฑูตก็จะต้องถามว่า “อ้าว แล้วลางานได้รึ ?”

      เมื่อคำตอบคือ “ลาออกจากงานค่ะ”

      มันจะยิ่งน่าสงสัยว่าจะไป “หนี Visa”

      ตรงนี้อาจต้องเตรียมคำตอบดีๆ หรือมีเหตุผลที่ให้กับทางสถานฑูตได้ว่า “จะไปแล้วกลับแน่ๆ”

      ซึ่งผมคิดว่ายากพอควรเลยครับ

      ^^”

Comments are closed.