Special : นัด "How to be Blogger แบบส่วนตัวและเพื่อธุรกิจ"

Blog นี้เขียนที่ Starbucks ข้างบ้านของคนท้องถิ่นท่านหนึ่ง, ซึ่งที่ผมมาพักกับเขาได้ก็เพราะใช้ AirBNB [รหัสนอนฟรี ccoffee ก็ยังคงใช้ได้ :)] และเมื่อวานผมก็ถามสิ่งที่เขียนอยู่บนหัว Blog นี้กับเขาว่า “What is York in New York ?”

ปรากฏว่าเขาอึ้งไปสองวินาที…

มันคงเหมือนการถามคนไทยว่า “ทำไมคุณเรียกเมืองหลวงว่ากรุงเทพฯ แต่บอกคนต่างชาติว่า Bangkok ?”

แล้วทำไม New York ถึงต้อง New, แล้วอะไรคือ York ?

ผมถูกเรียกตัวมางานด่วนจาก Tokyo เมื่อวาน, และวันนี้กำลังเดินถามคนบนถนนว่า “York อยู่ไหน ?”

airbnb-review-usa-new-york-upper-east-side-egypt-blue-sky-safe-cheap-sharing-economy

airbnb-review-usa-new-york-upper-east-side-free-kapibara-coupon-code-ccoffee-uk

ทำไมต้อง New และที่ไหนคือ York ?

ผมเลยมาที่ National Museum of the American Indian, เราทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าเดิมที USA เคยเป็นของคนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดง [Red Indian / American Indian] ก่อนที่จะถูกคนผิวขาวจาก Europe ฆ่าแล้วยึดมา

แต่ผมไม่ทราบเลยว่ามันรวมทั้งอภิมหาเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของโลกอย่าง New York ด้วย

และประวัติศาสตร์ของ “อินเดียนแดง” แห่ง New York ก็ย้อนหลังกลับไปได้ถึง 12000 ปี !

ก่อนที่ชาวฝรั่งเศสจะเดินเรือมาเจอเข้าในปี 1524, ตามมาด้วยชาว Dutch [The Netherlands] ในปี 1609

จากนั้นก็เกิดการฆ่าล้างบาง, สลับกันยึดครองผลประโยชน์โดยคนผิวขาวนับชาติไม่ถ้วน…

ก่อนที่เกาะ “Manhattan” ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาสูงสุดใจกลาง New York ปัจจุบันจะถูก “ซื้อ” ต่อจากคนอินเดียนแดง

และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “New York” เพื่อเป็นเกียรติแก่ “Duke of York” ของราชวงศ์อังกฤษ

museum-american-indian-red-new-york-gallery-free-agora-chelsea-nyc-usa-history-review

museum-american-indian-red-new-york-gallery-free-agora-chelsea-nyc-usa-history-map

จากการฆ่าอินเดียนแดงสู่การใช้แรงงานทาสผิวดำ

ไม่มีเจตนาจะเหยียดสีผิว, แต่สิ่งที่ผมสงสัยข้อต่อมาก็คือ “แล้วทำไม New York จึงมีประชากรผิวสี [หรือที่บางคนเรียกกันตรงๆ ว่า “ผิวดำ”] อยู่มากมายเต็มท้องถนนทั้งที่เดิมทีเมืองนี้ถูกยึดครองโดยคนผิวขาวจาก Europe ?”

[์New York มีประชากรราว 8 ล้านคนแต่เป็นกลุ่มผิวสีกว่า 2 ล้านคน, ถือว่าเยอะที่สุดใน USA]

จาก Museum เชิงประวัติศาสตร์ได้ความว่ามันก็เริ่มต้นโดยชาว Dutch อีกเช่นกัน

เพื่อการสร้างป้อมปราการต่อต้านคนท้องถิ่น, แต่คนผิวขาวซึ่งถือว่าเป็น “ชนชั้นสูง” ก็ไม่อยากทำงานที่ใช้แรง

จึงต้อง “ใช้งานแรงงานทาสผิวดำ” ที่ขนขึ้นเรือมาจาก Africa เพื่อสร้างกำแพงเมืองใหม่

จนสุดท้ายคนผิวสีก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ยุคถัดไปให้คนผิวขาว, จึงเกิดการสังหารหมู่ตามมาอีกครั้ง…

new-york-metro-mta-subway-night-24-hour-dangerous-terrorist-map-usa-bomb-42-street

wall-street-station-subway-metro-black-rapper-uber-iphone-6-plus

40% ของ New Yorker คือทาส

“The Dutch West Indies Company transported African slaves to the post as trading laborers. By the late 17th century, 40% of the settlers were African slaves” และวันเวลาแห่งการฆ่าฟันก็ผ่านมากว่า 300 ปี

ช่วงศตวรรษที่ 18 เกิดการเผาบ้านเรือนและสงครามกลางเมืองหลายครั้งโดยทาสผิวดำที่ถูกกดขี่จนไม่ใช่คน

นำมาซึ่งการปลดปล่อยทาสและความเท่าเทียมกันทางสังคม

บางทีที่ New York เป็นเมืองแห่งความหลากหลายทางสีผิวและภาษาก็น่าจะมาจากรากฐานเหล่านี้…

ปัจจุบันไม่มีทาสและการเหยียดผิว [ในเชิงทฤษฏี] อีกแล้วที่ USA

และนั่นคือที่มาของเมืองที่ชื่อว่า New York City

starbucks-new-yorker-multi-national-race-manhattan-backpack-coffee-slow-life-street

the-metropolitan-art-museum-new-york-usa-japan-history-contemporary-tiger-iphone-7

New York คือเมืองหลวงของ USA ?

คนส่วนใหญ่เข้าใจแบบนั้น

แต่ความเข้าใจที่ว่าก็ไม่ผิดนัก

เพราะ New York City เคยเป็นเมืองหลวงของ USA จริงจนถึงราวปี 1790, ก่อนจะย้ายไปตั้ง “เมืองหลวงใหม่” ในกรุง Washington DC [และทำเนียบขาวหรือ The White House ปัจจุบันก็ตั้งอยู่ใจกลาง Washington DC แห่งนี้]

ทว่า, New York ก็ยังคงเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดใน USA และมีจำนวนประชากรมากที่สุด

นอกจากนี้, New York City ยังมีระบบรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง [แต่ดึกๆ ก็ไม่ค่อยน่าขึ้นเท่าไร…]

ส่วน Washington DC ออกจะเป็นเมืองเงียบสงบแต่ผมชอบมากเพราะมันมี The Smithsonian Museums

jfk-airtrain-rail-metrocard-subway-to-new-york-city-manhattan-nyc-price-how-to-buy-ticket

tokyo-to-new-york-best-bagel-salmon-sables-ucc-royal-milk-tea-latte-whitefish-oyster

From Tokyo to New York

ผมบินจาก Tokyo มา New York เพื่อรับงานด่วน [ขนาดที่มือยังถือกระป๋องชาติดมาด้วย] และวันแรกก็มีปัญหาเพราะเวลาต่างกันถึง 14 ชั่วโมง, จากเมืองที่ประชากรเกือบ 100% มีสีผิวเดียวกันมาเป็นเมืองที่มีกว่า 180 ภาษาบนถนน !

และจากเมืองที่ทุกๆ คนทำทุกสิ่งเหมือนๆ กันด้วยเหตุผลว่า “ไม่อยากให้คนในสังคมมองเราแปลกๆ”

มาเป็นเมืองที่ “อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจตราบใดที่ไม่ทำให้สังคมลำบาก”

ผมเปลี่ยนจาก Starbucks Japan ที่ Barista ต้องเดินมาโค้งขอโทษถึงหน้าร้านเวลาที่โต๊ะเต็ม

มาเป็น Starbucks USA ที่พนักงานผิวสีร้องเพลง Hip Hop โยกตัวไปมาระหว่างโยน Sandwich ให้

ผมนั่งเขียน Blog นี้ใน New York [และกำลังเสียใจกับ Menu ใหม่ที่ใช้ “ซอสศรีราชา” แต่ว่าเป็นของ Vietnam…]

sriracha-sauce-chilli-starbucks-new-york-menu-sandwich-2016-review-usa-thai-vietnam