BMW i3 & Galaxy Gear : รถยนต์ไร้คนขับ ดีกว่าตรงไหน ? | - CookieCoffee -

- CookieCoffee -

– No.1 TH Blogger in JP by StatCounter UK –

BMW i3 & Galaxy Gear : รถยนต์ไร้คนขับ ดีกว่าตรงไหน ?

Mercedes Benz คือ Brand รถรายแรกของโลกที่สร้าง “Smart Car”, รถที่ควบคุมแบบ “Autonomous” หรือ “ไร้คนขับ” ขึ้นในปี 1980 [และผมก็เพิ่งจะรู้ว่า “Autonomous” คือที่มาของ “อัตโนมัติ” ในภาษาไทย o_O!!!] 

Special Promotion Post : นัด "How to be Blogger แบบส่วนตัว" วันนี้ฟรี Starbucks Card 450 บาท -

วันนี้ BMW ก็พัฒนาต่อไปอีกขั้น, สั่งงาน i3 รุ่นใหม่ผ่านทาง SmartWatch อย่าง Galaxy Gear ได้ ~

ไม่ว่าจะเป็นการสั่งเปิดปิด Sunroof / Moonroof หรือจัดการอุณหภูมิในห้องโดยสาร

นอกจากนี้เจ้าของ BMW i3 ยังค้นหาที่จอดรถว่างๆ ผ่านทาง Galaxy Gear ได้ แล้วก็สั่งให้รถขับไปจอดเอง

เราได้ยินเรื่อง Smart Car มาบ่อยๆ, เคยสงสัยไหมครับว่า แล้วรถยนต์ไร้คนขับนี่มันดียังไง ?

[พอดีเดือนหน้า มี Plan ว่าจะ Backpack ไป Austria & Germany, ถ้ามีโอกาสก็อยากจะแวะไป ไม่ BMW Welt Museum ที่ Munich ก็ Mercedes Benz Musuem ที่ Stuttgart ดูสักครั้ง :)]

อาจเพราะถนนไทยเรามันวุ่นวาย ไร้ระเบียบ…

คนก็เลยนึกไม่ออกว่ารถยนต์ไร้คนขับมันจะดีกว่ารถแบบมีคนขับได้อย่างไร ?

มันจะหลงทางหรือเปล่า แล้วถ้าเกิด Accident ขึ้นมา, Smart Car จะไม่ยิ่งอันตรายรึ ?

นี่ผมก็พยายามเดาๆ ว่า Autonomous Car มีข้อดีกว่าตรงไหน

 1. รถไร้คนขับก็ต้องควบคุมด้วย Computer / Software / SmartPhone หรือสมองกลแบบอื่นๆ

2. จะไม่เกิดการฝ่าฝืนกฏจราจร, ถึงไฟแดงก็ต้องเบรค มีทางม้าลายก็ต้องหยุดให้คนข้ามก่อนเสมอ

 

3. อุบัติเหตุลดลง เพราะเหตุผลจากข้อ 2

4. ความปลอดภัยในชีวิตและท้องถนนเพิ่มขึ้น จากข้อ 3 + 4

5. และเราก็สามารถลดจำนวนตำรวจที่ต้องคอยมาโบกรถตรงสี่แยกไฟแดงได้ [พวกฝรั่งมาบ้านเราแล้วงง ว่าสี่แยกก็มีไฟแดงไฟเขียว หน้าโรงเรียนก็มีทางม้าลาย แล้วทำไมต้องมีตำรวจคอยโบกห้ามรถอีก, อนาถไหมละครับ – -]

6. ประวัติรถและการขับขี่ทั้งหมดก็จะมีบันทึกเป็น Data เอาไว้

7. การซื้อขายก็ง่าย รวมไปถึงการทำประกันภัยและการสอบหรือต่ออายุใบขับขี่

8. การจราจรน่าจะติดขับน้อยลง เพราะรถแต่ละคันสามารถ Sync ข้อมูลไฟแดงไฟเขียวแต่ละสี่แยกได้

9. มีการ Control เรื่อง Speed Limit ทั้งบนถนนหลวงและทางด่วน

 

10. การขับเข้าที่จอดรถก็ง่ายขึ้น ลดปริมาณรถออกันในระบบ

11. หรืออาจจะเป็น Auto Valet Parking ไปเลย, ขับไปถึงหน้า Pub แล้วให้รถไปหาที่จอดเอง ~

12. ดังนั้น ถึงเมาแล้วขับ [?] ก็กลับได้ [เพราะไม่ได้ขับอยู่ดี, ข้อนี้ชอบมาก ^^)] 

13. ในกรณีที่เจ้าของรถป่วยแล้วบ้านไม่มีใครอยู่, ก็สามารถสั่งให้รถขับไปส่งโรงพยาบาลได้

14. หรือถ้าผมไม่ว่าง, ก็ใช้คุณรถขับตัวเองไปรับคุณแม่ที่ไปเดินเล่นเยาวราชแล้วซื้อหูฉลาม / กุยช่าย / ข้าวขาหมูและบะหมี่จับกังจนแบกกลับเองไม่ไหวได้ด้วย *-^/

15. แม้แต่คนชราและคนพิการก็มีสิทธิขับรถ, จะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก

[และ Smart Car ก็ต้องฉลาดกว่าเจ้าของที่สมองไม่ดี, มันจึงรู้ว่าที่ตรงนี้สำหรับคนพิการ ห้ามจอด]

 

นี่เป็นแค่การคิดเล่นๆ ของ Blogger ติงต๊อง, ยังได้ 15 ข้อ

เชื่อว่า Mercedes Benz น่าจะคิดได้สัก 120 ข้อ

หรือ BMW อาจจะคิดได้แล้ว 14000 ข้อ, ว่า Smart Car คุ้มค่าการพัฒนาแน่ 

ทั้งในแง่ยอดขายและแง่ Social Responsibility

หรืออย่างญี่ปุ่นนี่ชัดเจนกว่า Germany และ Europe, ว่ากำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ”

การสร้างสมองกลขึ้นมา Control รถและระบบขนส่งอย่างมีระเบียบทีเดียวจบ ย่อมจะดีกว่าให้คนชราขับรถเองหรือกลายเป็นว่าต้องจ้างใครก็ไม่รู้มารับผิดชอบชีวิต พอก่อความผิดชนคนตายก็หนี

และอย่างที่ Tokyo นี่ก็ใช้ระบบสั่งงานสัญญาณไฟแดงไฟเขียวจุดเดียวควบคุมจากส่วนกลาง

 

แปลว่าถ้าคนในสังคมนั้นมีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามไฟจราจรอยู่แล้วละก็, การ Manage รถไร้คนขับให้ Sync กับการเปิดปิดไฟแดงไฟเขียวจากจุดเดียวย่อมจะเป็นไปได้  เช่นเดียวกับตารางเดินรถไฟทั่วญี่ปุ่นที่มีความคลาดเคลื่อนไม่ถึง 0.03%

คนไทยชินกับการไร้ระเบียบและขับรถผิดกฏมาตลอด

ขาวแดงห้ามจอดก็ไม่มีค่า, เส้นเหลืองหน้าโรงพยาบาลห้ามจอดทับก็ไม่สนใจ

ใครจะข้ามถนนมายืนคอยตรงทางม้าลายก็กดแตรใส่

มอเตอร์ไซค์ขี่ย้อนศรได้

 รถเมล์แทนที่จะอยู่ใน Bus Lane ก็พยายามออกขวาวิ่งไล่ล่าผู้โดยสาร

ฝั่งตัวเองไฟแดง ขับไปไม่ได้ก็ขอพุ่งไปขวางกลางสี่แยกให้ทุกคันบนถนนติดกันหมด

คนไทยช่วยกันละเมิดกฏระเบียบบนถนนด้วยความพร้อมใจ, แล้วก็หัวเราะเยาะว่ายังไง Smart Car & รถยนต์ไร้คนขับก็เป็นไปไม่ได้ โดยไม่รู้หรอกว่าโลกไปถึงไหน ในสังคมที่ประชาชนเจริญแล้วทั้งวัตถุและจิตใจ

Backpack เยอรมันเดือนหน้า, อยากเห็น BMW Welt หรือ Mercedes Benz Museum มากกว่ากันครับ :)