Special : นัด "How to be Blogger แบบส่วนตัวและเพื่อธุรกิจ"

Blog นี้เขียนที่ Starbucks ทองหล่อตอนบ่าย 2 ของวันจันทร์, ผมกำลังนั่งอ่าน “Life of Pi” ที่ติดมือกลับมาจาก Hostel เล็กๆ ระหว่าง Backpack ไปตามหา “ไร่ชาเขียวญี่ปุ่นที่แท้จริง” ในเมือง Shizuoka เมื่อ Week ก่อน

เดือนที่แล้วผมอยู่ไทยไม่ถึง 10 วัน, นอกนั้นคือ Backpack และทำงานตามร้านกาแฟในต่างประเทศ

วิธี Backpack ของผมอาจต่างจากคนไทยส่วนใหญ่, คือผม “ซื้อแค่ตั๋วขาไป

เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเมืองข้างหน้าสวยแค่ไหน, เราอาจอยากอยู่นานขึ้นอีกนิดก็ได้ !

และนี่คือ 4 วิธีการใช้ชีวิตแบบ “สโลว์ไลฟ์ [Slow Life]” แต่ยังมีรายได้ในแบบผมครับ :)

bookcrossing-life-of-pi-share-travelling-japan-shizuoka-shinkansen-hostel-review

1. อย่าแย่งเวลากับคนส่วนใหญ่

ในชีวิตผมแทบไม่เคยเจอรถติด, ทั้งที่อยู่บนสุขุมวิท

เพราะผมมักจะตื่นสายๆ, ก่อนจะอาบน้ำ ทานข้าวเช้า [?] กับคุณแม่ แล้วก็ออกไปนั่งคุยงานหรือไม่ก็เขียน Blog และจัดการ Email & Meetings ตามร้านกาแฟตอนบ่ายๆ จนถึงเย็น จากนั้นก็ Party ต่อ ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ได้งานจากการดื่ม

[ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนผมว่า “เราไม่ได้เงินจากงาน, เราได้จากการคุยกับคนที่ทำงานนั้นให้เรา”]

 เวลาผมเห็นคนกรุงเทพฯ ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงต่อวันบนถนนทีไรก็รู้สึกเสียดาย…

และมันก็เป็น 4 ชั่วโมงที่ทำให้เราเหนื่อยล้า, กลับมาถึงบ้านก็หมดแรงคิดทำสิ่งใหม่ๆ

ไม่ต้องอะไร, แค่ผมไม่ออกไปแย่งช่วงเวลานี้ ก็เท่ากับผมได้ฟรีกำไรมาใช้ “Slow Life” มากกว่าคนอื่น 240 นาทีแล้ว

thonglor-night-traffic-jam-police-light-kaguya-wine-republic-galaxy-s4

2. ทำงานให้น้อยลง, ฉลาดขึ้น

ฝรั่งเขามีคำกล่าวที่ว่า “ถ้าการทำงานหนักทำให้รวย, ทาสของผมคงเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว”

และผมก็คิดว่ามันจริงยิ่งกว่าจริง…

สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณแต่เป็นคุณภาพ, เรื่องเหล่านี้มีหลักฐานให้เห็นชัดๆ มากมายในเชิงธุรกิจ ยกตัวอย่างง่ายและชัดที่สุดก็เช่น “iPhone” ของ Steve Jobs & Tim Cook ที่ใหม่ออกแค่ปีละรุ่น แต่เป็นผลงาน Art ระดับ Masterpiece

กำไร 86% ของตลาด SmartPhone อยู่ในมือ Apple Inc, ทั้งที่ยอดขายต่ำกว่ากระทั่ง Samsung เจ้าเดียว

เมื่อไรที่เราทำงานให้ดี, ก็แปลว่าเรามีงานต้องแก้ไขน้อยลงและเหลือเวลาใช้ชีวิตอย่าง “Slow Life” มากขึ้น

[แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธการทำงานหนักเสียทีเดียวนะครับ, หากมันทั้งหนักทั้งฉลาด]

apple-watch-first-day-event-launch-reserve-tokyo-store-ginza-japan-review-iphone-6

3. Technology ยิ่งเร็วยิ่งช่วยให้ชีวิตเรายิ่ง Slow 

บางคนที่อยากมีชีวิต “Slow Life” มักจะปฏิเสธการใช้ Technology

แต่ผมคิดตรงข้าม, เป็นความตรงข้ามแบบ “โดยสิ้นเชิง”

Blog นี้ผมนั่งเขียนที่ Starbucks, Free WiFi และก็มี Laptop หนึ่งตัวกับ iPhone 6 อีกเครื่อง

เราเคยฝันถึงโลกอนาคต ว่าวันหนึ่งเราจะสามารถทำงานในร้านกาแฟหรือริมทะเลได้ / คุยเห็นหน้ากับคนข้ามประเทศได้ / ส่งและสั่งงานผ่านระบบไฟฟ้าได้ / สั่งซื้อของหรือจองที่พักและตั๋วเครื่องบินระหว่างเดินทางข้ามเมืองได้

โลกอนาคตที่ว่า, สำหรับผมคือวินาทีนี้…

การที่ทุกสิ่งมาอยู่บน iPhone 6 ในมือ, ทำให้ 90% ของงาน “จบได้” โดยไม่ต้องออกไปเจอรถติดในข้อ 1 เลย

 paper-by-facebook-app-news-review-cookiecoffee-iphone-6-plus-ios-only

4. คุยกับคนเก่ง, อ่านในสิ่งใหม่และไม่รู้อยู่เสมอ

ข้อนี้ผมอาจโชคดีตรงที่มันเป็น Nature ของตัวเองอยู่แล้ว, ซึ่งก็อาจเพราะผมเป็นคนไม่ฉลาด / เรียนก็ไม่จบมหา’ลัย [แต่ไม่เคยปกปิดหรือโกหกว่าเรียนจบนะครับ :)] และแปลกที่คนรอบๆ ตัวผมมักจะเก่งมาก…

คืนก่อน, ผมไปทานข้าวกับ Bloggers จากเมืองนอกและก็ชวนไปดื่มต่อเช่นเคย

ได้รู้ว่าชาว Malaysian ส่วนใหญ่พูดได้ 3 ภาษา แต่สิ่งสำคัญกว่าคือได้ถามและได้เข้าใจว่า “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น”

การอ่านหนังสือก็เช่นกัน, การ Party กับคนที่ไม่รู้จักและการ Backpack แบบไร้จุดหมายก็ด้วย

ผมคิดว่าการมีชีวิตแบบ “Slow Life” ไม่ใช่แปลว่า “ไม่คิดอะไร”

แต่เราคิดมากมาย, คิดอยู่ตลอดเวลาในร้านกาแฟด้วยท่าทางสบายๆ และสนุกกับมันเท่านั้นเอง

starbucks-japan-only-free-blanket-wifi-barista-ueno-park-tokyo-family-cute-iphone-6

ฝรั่งมี Joke ที่ว่า “ความขี้เกียจเป็นอภิสิทธิ์ของ Genius” ซึ่งผมชอบมาก, หากคุณอยากมีชีวิตที่ “Slow Life” มันก็หมายถึงคุณควรจะทำงาน “น้อยลงแต่ฉลาดขึ้น” และจงจำไว้ว่า “เมื่อไรที่คุณเดินช้า คุณก็ควรจะเห็นสิ่งต่างๆ มากกว่า”

ไม่ใช่เดินช้า และไม่ได้_่าอะไรเลย