Special : สมัครบัตร Amex Platinum วันนี้ฟรีตั๋ว Business Class ไปกลับญี่ปุ่น 3 ใบ !!! > "Click"

--------------------------

Hostel เมื่อคืนมี Roommates เป็นคนเกาหลี / ญี่ปุ่น และ Russian, แน่นอนว่าผมยังอยู่ระหว่างการ Backpack สู่ทางรถไฟสาย Trans Siberian โดยเริ่มต้นจาก Fukuoka [Japan] – Busan [Korea] – Vladivostok [Russia]

ถ้าไม่ใช่เพราะการ Backpack ครั้งนี้, ผมก็จะไม่ทราบเลยจริงๆ ว่าญี่ปุ่น / เกาหลีและ Russia มันอยู่ใกล้กันแค่ไหน

จาก Fukuoka ไป Busan, ระยะทางแค่ 200 Km

และระหว่าง Seoul ถึง Vladvivostok ก็ไม่ถึง 700 Km

ได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าทำไมครั้งหนึ่งญี่ปุ่นถึงเอาชนะ Russia, และพลิกขึ้นมาเป็นผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2

japan-korea-russia-map-history-world-war-2-china-manchukuo-timeline-tokyo-seoul

ตอนนี้ผมนั่งเขียน Blog อยู่ทางตะวันตกสุดของญี่ปุ่น, Fukuoka

และกำลังจะขึ้นเรือข้ามไปยัง Busan ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลี [ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง]

ดูจากแผนที่ด้านบนแล้วเข้าใจ

ในปี 1904, กองทัพเรือญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเข้าถล่ม Russia ผ่านทางเมือง Vladivostok

หลังจากที่ญี่ปุ่นพยายามขอเจรจากับ Russia ก่อนหน้านั้นด้วยเรื่องพรมแดนแต่พระเจ้าซาร์ [Tzar] ไม่สนใจและคิดว่าประเทศเล็กๆ อย่างญี่ปุ่นซึ่งเพิ่งจะเปิดรับ Technology ด้านอาวุธจากชาติตะวันตกได้ไม่ถึง 60 ปีจะกล้าลงมือ

ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้ Russia และทั้งโลกได้รู้ว่าญี่ปุ่นมีกำลังมากพอจะสั่นสะเทือนชาติตะวันตกได้

ทว่า นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของฉากการสังหารหมู่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่และชาวเกาหลีด้วยเช่นกัน…

guesthouse-kaine-fukuoka-busan-backpack-russian-trans-siberian-roommate-hostel

[Roommates คนซ้ายคือ Russian และคนขวาคือญี่ปุ่น]

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Russia พ่ายแพ้ก็อาจเพราะ Vladvivostok ไกลเกินไป

พูดแล้วก็น่าขำ, ระยะทางจาก Tokyo ไป Vladvivostok คือ 1000 Km พอดี

ในขณะที่ Vladivostok กลับอยู่ห่างจาก Moscow ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศตัวเองถึง 9300 Km !

[ซึ่งก็คือเส้นทางรถไฟสาย Trans Siberian ที่ผมกำลังจะไปต่อจาก Busan]

กองทัพเรือของญี่ปุ่นสามารถพิฆาต Russian Navy ลงได้อย่างราบคาบ, กว่ากองทัพสนับสนุนของพระเจ้าซาร์ [Tzar] จะมาถึงก็ต้องใช้เวลาครึ่งปี เพราะต้องเดินเรือทั้งหมดอ้อมใต้ทวีป Africa & Asia

จุดเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้ Russia สูญเสียสถานะผู้นำโลกไป, ญี่ปุ่นเริ่มรุกเข้าจีนแผ่นดินใหญ่

yasukuni-jinja-shrine-japan-tokyo-unseen-no-tourist-war-world-history-plane-zero

ผมนึกถึงตอนที่ Backpack ไป “ศาลเจ้ายาสุคุนิ [Yasukuni]” เมื่อปีก่อนขึ้นมา, ไม่น่าแปลกใจเท่าไรถ้าคนเกาหลี / คนจีนแผ่นดินใหญ่และคน Russian จะยังโกรธแค้นชาวญี่ปุ่นอย่างแสนสาหัส ทว่า ในเมือง Fukuoka ซึ่งมีท่าเรือใหญ่ไปยัง Busan…

ก็มีร้านอาหารเกาหลีมากมายและป้ายบอกทางต่างๆ ก็มีสามภาษาหลัก, ทั้งญี่ปุ่นเกาหลีและอังกฤษ

 ด้วยความสงสัย, ใน Hostel ที่มีทั้งคนเกาหลี / คนญี่ปุ่นและคน Russian นอนพักอยู่ในห้อง Dorm เดียวกัน

ผมจึงขออนุญาตถาม

“ที่สามชาติมาพักห้องเดียวกันแบบนี้ ยังมีความรู้สึกเกลียดในอดีตหลงเหลืออยู่ไหม ?”

เพราะเมื่อหลายเดือนก่อน, ผมเห็นคนไทยเองก็ยัง “สะใจ” ตอนที่บอลไทย “ชนะพม่า”

และมีการทำภาพบน Facebook ออกมา Share มากมายว่าเรา “ล้างแค้น” ได้สำเร็จ

busan-fukuoka-japan-to-korea-no-visa-port-ticket-one-day-trip-map-price-how-to

[หรือตอนที่หนังเรื่องบางระจันรอบล่าสุดกำลังดัง, ก็มีคนขึ้น Status ว่าอยากถือมีดไปไล่ฆ่าแรงงานพม่า]

 คำตอบที่ได้ก็คือ…

“ญี่ปุ่นเกาหลียังคงเป็นศัตรูกันเสมอ”

แต่ในแง่ธุรกิจและคุณภาพชีวิตมากกว่า

“คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสองประเทศอยู่ติดกัน แต่พวกเรา, คนญี่ปุ่นปัจจุบันก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะเข้าไปยึดครองเกาหลีอีกแล้ว” และ “ผมอยากชนะญี่ปุ่นก็จริง แต่ไม่ได้อยากเห็นคนญี่ปุนทุกวันนี้ต้องมาตายเพราะความแค้นของสงครามเมื่อร้อยปีก่อน”

คือคำตอบของพวกเขา

“มันเป็นความโง่เง่าของคนไม่กี่คน”

busan-fukuoka-japan-to-korea-no-visa-ferry-cheap-one-day-trip-map-price-how-to

“แต่ถ้าเป็นคนที่เคยอยู่ในสมัยสงครามโลกมาก่อน…

…อาจไม่คิดเช่นนี้ก็ได้”

อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนจากการคุยกับคนเกาหลี / ญี่ปุ่นและ Russian รุ่นใหม่วัย 20 – 30 ปีก็คือ พวกเขาดูไม่ได้ภาคภูมิใจเท่าไรกับ “สงครามใหญ่ครั้งนั้น” และ “อนาคตข้างหน้า” ต่างหากคือ “การแข่งขันที่แท้จริง”

ผมเคยคิดว่าการที่คนไทยเรายังคงยึดติดกับประวัติศาสตร์เมื่อ 400 ปีก่อน

ก็เป็นเพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้,

เราไม่มีอะไรให้ภาคภูมิใจ ?

ทำได้แค่เพียงย้อนความทรงจำไปถึงเรื่องราวเก่าๆ

yasukuni-jinja-shrine-japan-tokyo-unseen-no-tourist-war-world-history-map

เหมือนที่ผมกำลังจะ Backpack ไปถึง Mongolia, ประเทศนี้ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ขนาดยึดครองได้ตั้งแต่ตะวันออกสุดอย่าง Vladivostok ไปจนตะวันตกสุดซึ่งก็คือทวีป Europe แต่ปัจจุบันมันคืออดีตที่แสนห่างไกลราวกับไม่เคยมีอยู่จริง…

ทว่า สนามบินหลักของประเทศยังคงชื่อ “เจงกิสข่าน [Chinggis Khaan Airport]”

หรือคนมองโกลยังคงโหยหาวันเวลาเก่าๆ

ที่เรา “เคย” รบชนะทั่วแผ่นดิน Eurasia

เพราะวันนี้มันไม่มีอีกแล้ว

และเมื่อผมถามถึงเรื่อง “ศาลเจ้ายาสุคุนิ [Yasukuni]” ที่ต้องมีปัญหาทุกครั้งเวลาผู้นำญี่ปุ่นไปสักการะ,

คำตอบจากทั้งสองคนทำให้ผมผิดคาดเพราะว่า “เอาจริงๆ, เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันเลย”

yasukuni-jinja-shrine-japan-tokyo-unseen-no-tourist-war-world-history-letter

ไม่น่าเชื่อว่า “สงครามโลกครั้งที่สอง” เพิ่งจะผ่านมาไม่ถึงร้อยปี และวันนี้ก็ครบรอบเหตุการณ์ทิ้งระเบิด Nuclear ที่เมือง Hiroshima แต่อย่างน้อยที่สุด, คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ไม่หวังให้สงครามเกิดขึ้นอีก

ผมข้ามเรือจากฝั่งญี่ปุ่นมาถึงเกาหลี, น่าเสียดายที่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรามักซ้ำรอยเสมอ…