Special : สมัครบัตร Amex วันนี้ฟรีตั๋วชั้นธุรกิจสู่ญี่ปุ่น 4 ใบ ! > "Click"

--------------------------

Blogger ไทยหลายๆ คนในปัจจุบันมีค่าตัวต่องานครึ่งแสน, รายได้ต่อปีอยู่ที่หลายล้านบาท

และเมื่อ Week ก่อน, ผมไปประชุมงานกับ Country Manager ของบริษัท IT ใหญ่แห่งหนึ่งในไทย

ได้รู้จักกับ “Game Caster” หรือภาษาไทยก็คือ “นักพากย์เกมส์” ชื่อดังระดับที่มี Follower บน YouTube & Facebook FanPage หลักแสนและเช่นกัน, เขาสามารถสร้างรายได้จาก Ad โฆษณารวมกับค่าตัวเป็นเลข 6 หลักต่อเดือน !

แต่เมื่อวาน, มีคนทักผมมาว่า “งานอิสระแบบนี้มันไม่มั่นคง” และ “ก็เหมือนดาราที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวก็ไป” 

คำตอบของผมกลับทำให้เขาแปลกใจ, คงเพราะ “วิธีคิด” ของยุคสมัยที่ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง…

cookie-backpacker-selfie-iphone-6s-se-japan-scarf-coke-case-bottle-how-to-travel

Blogger VS ดารา : เพราะว่า Blog คือ Channel

จริงๆ ต้องเขียนว่า “ดารายุคเก่า” เพราะสมัยนี้ดาราเองก็มี “ช่อง [Channel]” ของตนเองได้ง่ายและฟรีเหมือน Blogger เช่นกัน, ทั้ง WordPress / Facebook / Instagram / Youtube ไปจนถึง LinkedIn หรือ Social Network ใดๆ

ต่างจากดาราสมัยก่อนที่ต้องมี “ช่อง” เพื่อเอาตัวเองไปออก

แม้จะแสดงเก่งหรือสวยแค่ไหน, หากถูก “Banned” จากสถานี TV หรือไม่มีคนจ้างไปเล่นโฆษณาก็หมดโอกาส

ตรงกันข้าม, เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ปัจจุบันคนธรรมดาๆ สามารถ “สร้างช่อง” ของตนเองขึ้นมาที่ไหนเมื่อไรก็ได้

และเมื่อใดที่ Blog มีจำนวนคนเข้าต่อวันสูงถึงหลักหมื่นหลักแสน, มันก็จะอยู่ตัวของมันไปอย่างนั้น

แม้ไม่มีช่องหรือนายจ้างก็สร้างเงินได้, ดังที่เขียนไว้ใน Paragraph ที่ 3

cookiecoffee-blogger-thai-best-stat-no-1-uips-visitor-mobile-it

Blogger VS Social Networker : เพราะ Blog คือพื้นที่ของเราเอง

ย้อนไปเมื่อปีสองปีก่อน, เคยมี Article ฝรั่งอันหนึ่งเขียนว่า “Blog is a New Facebook”

มันอาจไม่ได้มี “ความหมายตรงๆ” ตามนั้น

แต่ตัวคนเขียน Article นี้ [ซึ่งมีทั้ง Blog / Facebook / Instagram / LinkedIn และ YouTube] เริ่มมีความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” กับ Social Network เท่าไรเพราะไม่รู้ว่าวันไหนทาง Facebook จะ “ปรับลดจำนวนคนเห็น Post” ลงอีก,

นี่คือจุดที่ต่างจาก Blog ซึ่งเราเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์

ปัจจุบัน, จำนวนคนเห็นสิ่งที่เรา Post บน Facebook Fan Page คือราว 3 – 5% และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ

ไม่แน่ว่าอนาคตข้างหน้า, Instagram [ซึ่งเจ้าของก็คือ Mark Zuckerberg] อาจใช้ Algorithm เดียวกันด้วย

backpack-to-buy-iphone-6s-plus-tokyo-japan-review-how-to-price-cheap-unlock

Blogger VS Passive Income : เพราะเงินจะมาโดยไม่ต้องง้อนายจ้าง

ผมมีคุยๆ กับ Blogger ฝรั่งชาว American ที่เขียน Blog เกี่ยวกับการ เที่ยวรอบโลก เป็นงานอดิเรก

ด้วยความที่ Blog ของเขามีคนเข้า [Visitor / UIPs] ต่อวันราว 50000 – 60000 คน

สิ่งที่เขาทำก็คือไปเอา “Google Ad” มาติดพร้อมกับ “กล่องจองโรงแรม / กล่องจองตั๋วเครื่องบิน” ของพวก Agoda & SkyScanner, ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะได้ “เงินส่วนแบ่ง” ทุกครั้งที่มีคน Click ป้ายโฆษณาหรือทำธุรกรรม Online ผ่านทาง Blog

จากนั้นก็เอารายได้ส่วนหนึ่ง [สมมติว่า 25%] ไปซื้อ Ad โฆษณาบน Google & Facebook, เพื่อดึงคนเข้าเพิ่ม !

หมุนเงิน 25% ไปดันให้ Blog มี Traffic, อีก 50% ใช้เดินทางสร้าง Content ใหม่และ 25% สุดท้ายเอาไปลงทุนอย่างอื่น

[ที่จริงเขาก็มีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้วด้วย, ดังนั้น 100% ของ Passive Income นี้ก็ถือว่าเป็นงานอดิเรกล้วนๆ]

backpacker-russia-korea-japan-vladivostok-roommate-couple-england-girl-maps

Blogger VS Investment : เพราะมันคือการลงทุน

ค่าตัวของ Blogger และ Influencer บน Social Network สูงขึ้นทุกวัน, ปัจจุบันมี Blogger ไทยหลายคนที่รับเงินจาก Brand & Sponsor หลักแสนต่อเดือน [จนเริ่มถูกสรรพากรจับตาและต้องหันมาเปิดเป็น Agency เพื่อ “เลี่ยงภาษีตามกฏหมาย” แทน]

และยิ่งวัน, คนเราก็ยิ่งหันมารับ “สื่อใหม่” ทาง Online มากขึ้น

ด้วยความที่มันทั้งเร็วทั้งฟรีและ Blog / Web / Google / Social Network ก็คือสิ่งที่อยู่บนมือตลอดเวลา

ด้วยความที่ Blog เป็นกรรมสิทธิของเรา, จึงไม่ต้องกังวลใดๆ กับการเปลี่ยนแปลงกฏของโลก Social Network

และยังสามารถปรับแต่งได้เองตามใจ, ใส่กล่องนั่นโน่นนี่หรือเพิ่ม Banner ได้ง่ายๆ

นอกจากนี้, Blog ที่จดทะเบียนชื่อ URL [Domain] ไว้นานหลายๆ ปีก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นในมุมมองของ Google ด้วย

https://i1.wp.com/www.cookiecoffee.com/wp-content/uploads/2016/06/atm-japan-withdraw-how-to-review-yen-better-exchange-rate-thai-k-bank.jpg?resize=500%2C500

ส่วนตัวผมเขียน Blog เป็นงานอดิเรก, รับ Sponsor บ้างแต่ก็คัดแล้วคัดอีกเฉพาะ Brands ที่ดีเท่านั้นจริงๆ

และก็เช่นเดียวกับฝรั่งคนที่ว่า, เงินค่าตัวที่ได้จากการเขียน Blog ทั้งหมด [หลังจ่ายภาษีตามกฏหมาย & กันไว้เป็นค่าขนมสำหรับ Backpack] ก็ย้ายไปลงในอสังหาฯ หรือไม่ก็กองทุนเพราะตัวผมเองก็มีรายได้หลักจากทางอื่นอยู่แล้ว

แต่ถ้าใครที่แวะมาอ่าน Blog ตลอด, อาจสังเกตว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่มี Google Ad Banner ลอยบน Blog เยอะมาก !

นั่นคือตอนที่ผมทดสอบสั้นๆ ราวๆ 3 วันว่า “ถ้าลง Google Ad เต็มที่จะมีรายได้ต่อเดือนเท่าไร ?”

และผมก็ทราบว่าต่อให้วันหนึ่งผมไม่มี Sponsor ใดๆ หรือเลิกทำงานหลัก…

รายได้จากการลง Google Ad บน Blog ก็มากพอจะมีชีวิตอยู่ในเมืองไทยได้สบายๆ

แล้วก็หมุน 25% ของรายได้กลับไปลง Ad โฆษณาเพื่อพาคนเข้ามาอ่าน Blog, ไม่ให้ยอด Visitor ลดลง

apple-pay-wallet-macbook-japan-starbucks-card-delta-cathay-office-mobile

ใน Term ของธุรกิจ, Blog ก็แทบจะเป็น “Passive Income” ที่แต่ละวันไม่ต้องทำอะไรกับมัน [นอกจากบ่นนั่นโน่นนี่สัก 2 วันครั้งแต่เอาเข้าจริงผมก็ดันมีเรื่องอยากจะเล่าอยากจะ Share ประมาณแปดสิบกว่าเรื่องในทุกๆ 24 ชั่วโมง]

อย่างฝรั่งคนนี้, ต่อให้ถูกโลกทอดทิ้งแต่ Google Inc ก็จะจ่ายเงินเดือนให้ตราบนานเท่านาน…