Special : How to สร้างตัวตนออนไลน์และวิธีปรับธุรกิจเก่าเข้าสู่ Digital !!! > "Click"

--------------------------

“The New York Post reported the coffee chain’s plans to stop selling newspapers at its 8600 company owned stores”, โดยหนังสือพิมพ์ที่จะ “หายไปจาก Starbucks” ก็รวมทั้ง The New York Times / USA Today และ The Wall Street Journal

เป็นข่าวใหม่ของ “สื่อเก่า” ในวันนี้, หลังจากที่เมื่อวานก็เพิ่งมีข่าวว่า Starbucks กำลังจะปรับตัวครั้งใหญ่

ด้วยการใช้แนวคิดแบบ “New Retail”, เปิดร้าน “Starbucks Now” ที่ผสมผสาน Technology เข้ามาในร้านแบบเดิม

เราได้ยินข่าวการ “ตาย” ของสื่อเก่า, โดยเฉพาะ “สิ่งพิมพ์” ติดต่อกันมาหลายปี

และข่าวนี้ก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยเล่าลงบน Facebook ส่วนตัว, ว่าด้วยคนขับ Uber ที่ถูก Layoff จากงาน

uber-new-york-traffic-jam-old-media-disrupt-newspaper-yellow-cab-facebook-thai-magazine

เรามีเหตุผลดีๆ [?] มากมายเพื่อที่จะได้ไม่ต้องปรับตัว

กลับจาก NYC ก็เรียก Uber ไปคุยงานเหมือนทุกที, คนขับท่านนี้เพิ่งถูกเลิกจ้างจากสิ่งพิมพ์สาย Fashion และกำลังหางานใหม่

เหตุผลหลักๆ ที่ Magazine ปิดตัวคือ “ถูกลดโฆษณา”

เนื่องจาก Sponsors หันไปหา Blogger และ Online

ผมเลยบอกเธอไปว่าตัวผมเองก็มี Blog เล็กๆ แบบทำเล่นๆ คนเดียว, คนอ่าน [Unique Visitor] ก็วันละหลักหมื่น

มีรายได้นิดหน่อยพอเป็นค่าขนม

พักหลังๆ ก็มี Agencies ติดต่อมาบ้างเพราะแทนที่ Brands จะต้องจ่ายสองแสนลง Magazine ที่ยอดพิมพ์เดือนละ 4 หมื่นเล่มได้แค่หนึ่งหน้า, สู้เอามาลง Blog ดีกว่า [คิดง่ายๆ ว่ายอด View ผมวันละ 7 หมื่นครั้งหรือก็คือเดือนละ 2.1 ล้าน]

starbucks-now-stop-sell-newspaper-old-media-disrupt-wallstreet-journal-new-york-times-shelf

คำตอบของเธอคือ “แต่ Blog มันเทียบกับหนังสือไม่ได้เลยนะคะ”

“เพราะของเราไม่ได้ให้อ่านฟรี, ซึ่งก็คือลูกค้าชั้นดีกว่า”

[ถ้าอย่างนั้น, Facebook & LinkedIn ที่ให้ทุกคนเล่นฟรีๆ ก็คงมีแต่โจรกับฆาตกรแล้ว]

“ไม่ให้อ่านฟรี”, ตรงนี้ผมมองว่าคือ “ปัญหา” แต่เธออ้าง [กับตัวเอง] ว่า “นี่คือสิ่งที่เราเหนือกว่า”

คุยต่อ [เพราะทองหล่อรถติด] ว่า “เดี๋ยวนี้ Internet & Online ทำให้คนเรามี Channel ของตัวเองได้ง่ายมากๆ เลยนะครับ, ลองคิดดูว่าผมเขียน Blog เองเล่นๆ คนเดียวเป็นงานอดิเรกยังมีคนอ่านวันละห้าหมื่นได้โดยแทบไม่มีต้นทุนสักบาท”

คำตอบของเธอคือ “แต่เรามีรูปเล่มจับต้องได้นะคะ, คนยังชอบสัมผัสของหนังสือมากกว่าค่ะ”

[ชอบมากกว่าแต่ดันเจ๊ง, โลกช่างแปลกจริงๆ]

thailand-worst-poor-vs-rich-gap-inequality-economy-starbucks-newspaper-drama

มีรูปเล่มคือมวล, มีมวลคือมีน้ำหนัก

แปลว่าต้องมีค่าขนส่งและก็ต้องจ่ายเงินจ้างพนักงาน

ทั้งยังมีค่าเครื่องพิมพ์ / ค่าเช่าตึก / ไม่มีที่เก็บ / ขนย้ายยาก / จบเดือนก็ไม่มีใครอ่านซ้ำ / ตกยุคง่าย / เก่าแล้วก็ค้นหาไม่ได้แบบ Blog หรือ Website บน Google / พิมพ์น้อยไปก็ไม่พอขาย / พิมพ์เยอะไปก็ต้นทุนจม, ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหา

แต่เธอให้เหตุผลว่า “มันคือข้อดี”

เรามีเหตุผลมากมายที่ให้กับตัวเองได้

แม้ในวันที่บริษัทเจ๊งและถูกเลิกจ้าง

ก่อนลงรถเราก็ Bye Bye กัน, ผมอวยพรว่าขอให้หางานใหม่ได้ไวๆ

starbucks-thailand-menu-update-2019-tech-startup-coffee-teavana-how-to-order-news-price

เธอตั้งใจจะทำงานด้านนี้ต่อไป

ในตลาดที่ผมรู้ดีว่าเล็กลงทุกวัน

นั่นคือ Post ที่ผมเขียน [บ่น] ลงบน Facebook เมื่อหลายปีก่อน [สังเกตว่าวันนั้นยังมี Uber ให้บริการในไทย] และสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้เล่าให้เธอคนนั้นฟังก็คือ “ผมเคยอยู่วงการสิ่งพิมพ์มาก่อน” พร้อมๆ กับเริ่มเขียน Blog ส่วนตัวเป็นงานอดิเรก

เห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการมาก็มาก, นักเขียนหลายคนในวันนั้นกลายเป็นคนตกงานจนวันนี้

เพราะสำนักพิมพ์ปิดตัว, โดยที่พวกเขาไม่มีงานใหม่รองรับและไม่มีความถนัดอะไรเลย

จากใจจริง, ผมเองก็ไม่คิดหรอกว่า Blog จะกลายมาเป็นช่องทางสร้างรายได้เดือนละแสนสองแสนให้ผมในอีกไม่กี่ปีต่อมา

[ทั้งที่มันเป็นแค่งานอดิเรก, จนตอนนี้ต้องจ่ายภาษีจากมันทั้งที่ก็ยังเป็นแค่งานอดิเรก…]

starbucks-now-thailand-only-anello-bag-mooncake-set-menu-bakery-backpack-free-review-cake

ผมเองอาจเขียน Blog แซวคนที่ชอบตอบกระทู้ Pantip ว่า ไม่รู้จักปรับตัว บ่อยๆ แต่จริงๆ ก็เห็นด้วยไม่น้อยว่า [ในบางธุรกิจ] เราต้องพยายามปรับตัวและที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือมันมีบางสายงานที่ “ไม่เหลือทางรอดแล้ว”, โดยเฉพาะสำหรับลูกจ้าง

ที่ยังคงอ้างกับตัวเองด้วยเหตุผลมากมาย, ยินดีที่จะตายขอแค่ไม่ต้องปรับตัว