Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

ในเวลาเดียวกัน, มันหมายความว่าหลายๆ ร้านจะมีรายได้ลดลง…

ใครที่อ่าน Blog มานานคงทราบดี, ส่วนใหญ่เวลางานผมต่อวันราวสามชั่วโมงเกิดที่ Starbucks

และตั้งแต่ Starbucks เปิดตัว “บัตรทอง” ในปี 2014, ผมก็ถือบัตรที่ว่านี้มา 7 ปี

โดยเงื่อนไขการได้บัตรทองคือ “จ่ายปีละ 25000 บาท”

[เพิ่งมาเปลี่ยนกฏใหม่ให้ง่ายขึ้นปีที่แล้ว]

เพราะผม “ติด” การทำงานในร้านกาแฟ, ทั้งที่บางครั้งก็ไม่ได้อยากกินกาแฟ

แต่ไม่ติดกาแฟ

ไม่กินก็ไม่ตาย

ที่บ้านไม่มีผงกาแฟ

และไม่มีเครื่องชงกาแฟ

แต่พอ Covid 19 มา, ทุกร้านก็เอาโต๊ะออกไป

ด้วยความที่ผมไม่มี Office จริงจังและนั่งที่บ้านทีไรไม่ได้งาน, ช่วงแรกๆ ของการกักตัวถึงขั้นต้องแบก Mug ไปซื้อ Starbucks แล้วหาที่นั่งทำงานตาม Lounge ธนาคาร !!!

ผมภาวนาให้ “เปิดห้างไวๆ” ทุกวัน

[สาว Bank ขำมากๆ ที่ผมถึงขั้นใส่ Mask & แบก Macbook มาขอนั่งทำงานในห้องประชุมของธนาคาร…]

และช่วงแรกก็ถึงขั้นต้องขับรถไปหาร้านกาแฟที่เปิดให้นั่ง [ในโรงพยาบาล] เพื่อเปิดคอมฯ ทำงานสัก 15 นาทีก่อนกลับบ้านก็ยังดี

ตอนนั้นผมคิดว่า “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปต้องตายแน่ๆ”

แต่แปลกมาก

พอเวลาผ่านไปสักสิบวัน

.

.

.

ผมเริ่มรื้อกาแฟของฝากที่ทิ้งอยู่ในบ้านออกมาชง

ยี่สิบวันผ่านไป

ผมเริ่มชิน

กับการเปิดมุมทำงาน, สร้างบรรยากาศเล็กๆ ในบ้านให้เหมือนร้านกาแฟ [และเริ่มรู้สึกว่าที่ตัวเองชงอร่อยกว่า Starbucks อีก ☆]

นอกจากจ่ายให้ Starbucks ปีละ 25000 บาท

ผมยังชอบนั่ง Segafredo Zanetti [ชอบกาแฟดำ Lungo]

ชอบเข้า Au Bon Pain [ชอบ Bagel Sandwich]

au-bon-pain-open-corona-covid-19-hospital-choux-free-promotion

ชอบไป Dean & Deluca [ชอบการตกแต่งแบบ NYC Grocery Store, แม้ว่าตอนนี้มันจะยื่นล้มละลายแล้ว…]

และหลังๆ ผมก็หันมาเข้า “ร้านกาแฟเล็กๆ” ของคนไทยมากขึ้น

ปีๆ หนึ่งที่จ่ายค่ากาแฟ, ไม่น่าจะต่ำกว่าห้าหมื่นบาท

แต่จากนี้

ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าจะยังไปเปิดคอมฯ ทำงานที่ร้านกาแฟเป็นประจำอีกไหม ?

หรือจริงๆ คือ​​ “เริ่มนึกไม่ออกว่าจะทำไปทำไม”

ยิ่งพอคิดว่า “นี่เราจ่ายค่ากาแฟปีละห้าหมื่นเลยเหรอ [วะ ?!?]”

ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้

ถ้าไม่มี Covid 19 มา, ผมก็คงยังนั่งทำงานที่ Starbucks ทุกวัน

มองผ่านๆ อาจเป็นเรื่องดี

ที่เราประหยัดเงินได้อีกปีละครึ่งแสน

แต่ถ้ามองกว้างๆ

ร้านกาแฟก็ขาดรายได้ไปห้าหมื่น

นี่แค่ “The New Normal” เล็กๆ เรื่องหนึ่งของคนๆ หนึ่ง

.

.

.

The New Normal มันอาจไม่ได้มาในรูปแบบที่ “ใหญ่” หรือ “ชัด”

ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องซัดทีเดียวส่งผลทั้งสังคม, อย่างที่หลายคนเข้าใจ

มันอาจมาแบบ “ค่อยๆ” และ “ซึมๆ”

ขนาดที่ตัวลูกค้าก็อาจยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ว่าเกิด The New Normal ขึ้นกับตัวเองแล้ว

แต่ในฐานะคนทำธุรกิจ

และในฐานะที่ปรึกษา

ผมว่าการ “ค่อยๆ” และ “ซึมๆ” มันน่ากลัวกว่า

เพราะมันเห็นไม่ชัด

เปลี่ยนแปลงไม่ทัน

ยิ่งมีปัญหาระยะยาวเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาซ้ำ

เราอาจต้องอยู่กับ the “NEW” Normal

ไปอีกนาน

กว่าที่คาดการณ์กัน…