Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

บอกก่อนว่า Blog นี้เป็น Comment ส่วนตัว, ใครจะไม่เห็นด้วย [อย่างสุภาพ] ก็ไม่ว่ากัน ~

ส่วนตัวผม, เวลา Backpack จะใช้ Concept ว่า “บิน Low Cost & กิน Full Course”

เพราะงานผมมันเป็นแบบ Mobile Office, ว่างตลอดปี ทำที่ไหนในโลกก็ได้ ดังนั้น จึงสะดวกในการซื้อตั๋ว Promotion ถูกๆ และผมก็ชอบนอน Hostel แบบห้องรวม [Dorm] เนื่องจากมันได้เจอคนหลายชาติหลายภาษาดี :D

แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบกิน, ก็เลยไม่เคยประหยัดกับเรื่องปากท้อง ^^)

พอดีช่วงนี้คนไทยเข้าญี่ปุ่นได้แบบไม่ต้องใข้ Visa, และคิดว่าหลายคนก็คงอยากลองมาแบบไม่ง้อทัวร์สักครั้ง ~

จริงๆ วิธีกินแบบนี้มันก็ไม่ได้มีดีแค่ประหยัดงบนะครับ, แต่ผมทำบ่อยเพราะร้านอาหารในญี่ปุ่นที่ราคาถูกมันมักจะเปิดดึกหรือเปิด 24 Hr กันเยอะ และผมก็ชอบนั่งทำงานดึกๆ [Blog นี้เขียนตอนตีสองของญี่ปุ่น ^^”]

ถ้าพูดถึงค่าครองชีพที่นี่, โดยเฉพาะใน Tokyo ทุกคนก็คงรู้ว่าแพง

ถ้าทาน Sushi แถว Ginza, นี่อาจจะคนละ 5 หมื่นเยน :D

แต่จริงๆ คนญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้ทาน Sushi กันทุกวัน, ถ้าสังเกตดูในการ์ตูนดีๆ บางทีจะมีคุณพ่อคุณแม่ “โทรสั่ง Sushi ดีกว่า” เพื่อเอามา “ฉลองลูกได้งานทำ” หรือพวกพนักงานใช้ “ต้อนรับลูกค้า”

แต่คนญี่ปุนจริงๆ พวก Salary Man & Office Lady [OL] เค้ากินอะไรกัน ?

[ภาพจากร้านโปรดแถว Ginza ชื่อ Uomaru เปิด 24 Hr ด้วยนะ อาหารอร่อยมากๆ แต่แอบแพงนิดนึง ^^)]

 

ส่วนนึงที่ผมชอบ Backpack ก็เพราะมันไม่ต้องนั่งกินอาหารตามร้านที่ทัวร์พาไป, เป็นร้านที่ไว้สำหรับหลอกนักท่องเที่ยว [หรือแบบที่ไปทัวร์ Europe แต่กินอาหารจีนวันละสามมื้อ – -*]

อาหารญี่ปุ่นแบบไม่แพงและทานสะดวก ผมว่ามี 2 อย่างคือ

1. ร้านตู้กดอัตโนมัติหน้าสถานีรถไฟ

2. Family Mart / Lawson / 7 – Eleven, ซึ่งก็คือ Convenience Store [ญี่ปุ่นย่อว่า Konbini] 

[แถมอย่างที่ 3 คือ Supermarket ลดราคาหลังสองทุ่ม :P] 

ซึ่ง 2 อย่างนี้เจอได้แทบจะทุกสี่แยก, และสะดวกสำหรับคนที่ Backpack คนเดียวอีกต่างหาก

นี่เป็น “อาหารญี่ปุ่นของจริง” แบบคนญี่ปุ่น Local มากกว่าพวกร้าน Sushi & Sashimi ครับ

เริ่มจากร้าน Udon / Soba แบบกดจากตู้อัตโนมัติแล้วนั่งทานตรงหน้า Counter ก่อน, ในภาพเป็นร้าน “Fuji Udon Soba” ที่ดังมาก มีหลายสาขาในแบบ Franchise [แต่ผมว่าร้านนี้ไม่อร่อย – -*]

ที่เห็นนี่ก็ถ่ายจากหน้าสถานี Asakusa ~

ราคาเริ่มตั้งแต่ 350 Yen ~ หรือก็คือ 100 บาท, นับว่าถูกสุดๆ แล้วในญี่ปุ่น *-*/

บางร้านที่อยู่หน้าสถานีใหญ่ๆ, อาจไม่มีที่นั่งแต่ให้เรายืนกิน ทั้งร้านข้าวหน้าเนื้อ / Soba และ Sushi ก็ด้วย ^^” 

เข้าไปในร้านก็จะเห็นเจ้าตู้สี่เหลี่ยม, บางร้านก็มีภาษาอังกฤษหรือมีภาพ แต่บางร้านก็ไม่มี :P

เราก็เริ่มจากใส่เงินเข้าไปก่อน แล้วก็กดปุ่ม ~

มันจะมี Ticket ใบเล็กๆ หล่นลงมาให้เราเอาไปยื่นกับคุณพนักงานหรือ Chef

จากนั้นเราก็ไปนั่ง ~

ที่ญี่ปุ่นนี่, ร้านส่วนใหญ่จะไม่คิด Service Charge & VAT อะไร ++ เพิ่มแล้ว

และน่าจะทุกร้านให้น้ำดื่มหรือชาฟรี [เพราะยังไงที่นี่ก็น้ำประปาดื่มได้]

บางร้านอาจจะมีตู้ใหญ่ๆ ให้เราเดินไปกดชาเอง แต่บางร้านก็จะมีคุณพนักงานเอาน้ำมาให้

เมื่อชั่วโมงที่แล้ว, ผมไปนั่งทาน Arashi Kagetsu Ramen สาขาหน้าวัด Asakusa ซึ่งก็ใช้ตู้กดอัตโนมัติ และผมก็ใส่เงินไปพันเยนถ้วนๆ ได้ทั้ง Kagetsu Ramen ชามโต / Gyoza และข้าวหน้าหมูผัด Ninniku :D   

ถ้ามากัน 2 คน, อาจจะสั่งแบบนี้ แล้วเพิ่มเครื่อง Toppings ลงไปเยอะๆ แทนก็ได้ จะได้เหลือที่ไว้ทานร้านอื่นต่อ

แต่ผมกินคนเดียวหมดเลยสามจานตอนเที่ยงคืนครึ่ง :3

 

ร้านอื่นๆ ก็มีอีกเพียบ, ที่เราคนไทยคุ้นตาก็เช่นข้าวหน้าเนื้อ Sukiya เริ่มต้นที่ 3xx เยน เปิด 24 ชั่วโมง

แต่ที่ผมเข้าบ่อยกว่าก็คือ MOS Burger เพราะผมเป็นสมุน MOS และหลายๆ สาขาก็เปิด 24 Hr เหมือนกัน, แถมมักจะมีปลั๊กไฟให้ใช้ฟรี ยิ่งบางสาขาเป็นแบบ “MOS Cafe” ด้วยก็ยิ่งสบาย :D

ราคา Burger เริ่มต้นที่ 280 เยน ~

 จะเห็นว่าจริงๆ ผมก็ไม่ได้เน้นกินอาหารราคาถูกระหว่าง Backpack หรอก, แต่ร้านพวกนี้มันสะดวกกว่ามากๆ

ยิ่งถ้าใครมา Backpack หรือเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวก็ไม่ต้องกลัวทานแล้วเหงา…

เพราะส่วนใหญ่ร้านแบบนี้มักจะมีคนมานั่งกินลำพังแล้วก็นั่งจ้องแต่จอ SmartPhone เพียบ – –

เราเข้าไปเงียบๆ แล้วก็กดตู้เอาตั๋วมานั่งทานได้เลย :)

ส่วนใครที่สงสัยเรื่องร้านอาหารราคาถูกๆ ในญี่ปุ่นจะใช้ของไม่ดีมาทำ…

ขอบอกว่าญี่ปุ่นเนี่ย, เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สั่งวัตถุดิบอาหารจากเมืองนอกเข้ามาเยอะมาก [ร้าน Sushi จานหมุนใน Tokyo ใช้กุ้งสดแช่แข็งจากประเทศไทยนะครับ :D] เพื่อเลี้ยงคนในประเทศ

โดยที่วัตถุดิบในประเทศเองจะถูกยกให้เป็นของที่มีราคาแพงสุดๆ เช่นพวกปู Taraba หรือเนื้อวัว Matsusaka

ดังนั้น เนื้อสัตว์หรือผักที่ขายตามร้านราคาถูกๆ ก็มักจะสั่งจาก Asia & Europe ห่วยๆ [?] มา

อย่างร้านข้าวหน้าเนื้อ Nakau ที่เปิด 24 Hr เหมือนกัน, ใช้เนื้อวัวจาก New Zealand & Australia ทั้งหมด

เพราะญี่ปุ่นสั่งเข้าเครื่องบินมา มันก็ยังถูกกว่าราคาเนื้อวัวผลิตในประเทศเค้าเองครับ [บ้าเนอะ – -*]

อย่างภาพข้างบนก็เป็นพริกไทยในร้าน Kagetsu Arashi Ramen, ใช้ของ Fauchon จากฝรั่งเศส o_O!!!

และผมสังเกตว่าส่วนมากร้านอาหารตู้กดอัตโนมัติก็มักจะอยู่ติดกับพวก Convenience Store, ซึ่งในญี่ปุ่น ผมชอบ Lawson เป็นพิเศษ ~ [แต่พอมาเปิดสาขาในไทยกลับเลวร้ายสุดๆ จนสมุน Lawson อย่างผมอยากจะเผาร้าน – -”] 

แต่มา Backpack @ Japan รอบบนี้, ผมเข้า Family Mart มากกว่า เพราะ Mayumi เค้าชอบร้านนี้

ที่ She ชอบมากก็คือไก่ทอด Famichiki ในภาพแรก…

คนญี่ปุ่นชอบตัวย่อประหลาดๆ พวกนี้มาก ไม่ว่าอะไรยาวๆ ในภาษาอังกฤษจะย่อเหลือ 3 พยางค์

เช่น Makudo [McDonald’s] / Sutaba [Starbucks] / Famima [Family Mart]

แถมพอเอา Famima ไปรวมกับ Fried Chicken, ก็ย่ออีกทีเหลือ Famichiki – -*

 ส่วนตัวผม, แค่การเดินใน Lawson & Family Mart ก็สนุกแล้ว *-*/

 

ผมคงไม่ต้องเล่านะครับว่าใน Konbini ที่ญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง, ลองเดินดูเองดีกว่า อันไหนน่าทานก็หยิบ ^^)

ที่ผมซื้อบ่อยๆ ก็คือข้าวปั้นสามเหลี่ยมก้อนละ 100 – 150 Yen, เหมาะมากกับการเอาไปตุนก่อนนอน เผื่อตอนเช้าตื่นมาแล้วหิวก็ทานรองท้องก่อนไปเดินเล่น หรือบางทีก็ซื้อติดเป้ไว้ เวลาไปนั่งรถไฟไกลๆ ~

พวกบะหมี่กระป๋องก็มีคนชอบกันเยอะแต่ผมไม่เคยทานแฮะ เพราะมันไม่ค่อยสะดวก

อาหาร Microwave ที่ญี่ปุ่นนี่ก็ใช้ของดี, ราคามีตั้งแต่ 2xx – 7xx เยน

ผมชอบข้าวสามสีของ Lawson ราคา 298 Yen, มี Salmon สับ / ไก่สับและไข่สับโรยหน้าข้าว

แกล้มด้วยลูกชิ้นไก่ทอด [Tsukune] / Potato Salad และไข่นกกระทาต้ม :)

ขนมปังห่อๆ ของ Muji ที่ขายใน Family Mart ก็อร่อย, รสชาติแบบญี่ปุ่นๆ คือไม่หวานเวอร์ :D

และ Muji ในไทยก็เอาเข้ามาในราคาตลาดบนจึงค่อนข้างแพงรับ

ที่ญี่ปุ่นนี่, Muji เป็น Brand ชั้นกลางทั่วไป, ใกล้เคียงกับ UniQlo ในกลุ่มเสื้อผ้านั่นเอง :D 

Konbini บางสาขาที่ใหญ่หน่อยก็อาจจะมีที่นั่งสำหรับอุ่นอาหาร Microwave แล้วทาน, พร้อมด้วยบริการอื่นๆ เช่นถ่ายเอกสารหรือถ่ายรูปติดบัตร และบางร้านก็มีห้องน้ำให้ใช้ฟรีด้วย o_O!!!

ห้องน้ำตาม Convenience Store ใน Tokyo นี่สะอาดเกินคาดด้วยนะครับ

เหตุผลที่ Konbini ญี่ปุ่นมีห้องน้ำให้ใช้ฟรีเพราะเค้ามองว่าคนเดินเข้ามา ผ่านสินค้าตั้งร้อยอย่างเพื่อเข้าห้องน้ำ…

ยังไงๆ ก็ต้องมี Product สักชิ้นที่บ้านขาดอยู่ หรือเกิดหิวน้ำ หิวขนมขึ้นมาแน่ๆ

แต่ถ้าสุดท้ายคนๆ นั้นไม่ยอมซื้ออะไรเลย, แปลว่า Product และการจัดวางสินค้ายังไม่ดีพอครับ

คิดกันถึงขั้นนั้น [ทำไม Blog ติงต๊องแอบมีปนสาระ *-*/]

 อีกอย่างที่ผมซื้อจาก Convenience Store บ่อยหน่อยแต่เป็น Style ส่วนตัวก็คือพวก Power Bar & Cereal Bar ครับ, เพราะของพวกนี้ให้พลังงานมากและพกสะดวก เหมาะกับการเดินทาง

อย่างเมื่อวานที่นั่ง Night Bus ออกไปปีนยอด Fuji Summit ตอนเที่ยงคืน, ผมก็ติด Power Bar ของ Asahi ไป

[ที่ญี่ปุ่นนี่ Asahi มีทั้งยา / Vitamin / กาแฟชา / ขนมและอาหาร คล้ายๆ กับบริษัทสิงห์ของไทยเรา]

แท่งนึงราคา 130 Yen, ก็สามสิบนิดๆ บาท ถูกกว่าของฝรั่งและอร่อยกว่าล้านเท่า ซื้อตุนกลับไทยประจำ ^^)

ของที่ขายใน Convenience Store ที่ญี่ปุ่นแม้จะเป็นของสดก็ Serious มากเรื่องหมดอายุ

ผมเคยเดินดึกๆ แล้วเจอพนักงานร้านเอาขนมปังออกมาทิ้งครับ

เรื่องทิ้งขนมปังก็เคยเป็น Case ที่คนญี่ปุ่นเถียงกันว่ามันดีแล้วหรือ ในขณะที่โลกยังมีเด็กอดอยากมากมาย แต่คนญี่ปุ่นกลับทิ้งขนมปังเพียงเพราะว่ามันกำลังจะถึงวันหมดอายุ ?

ทำไมไม่เอามาขายถูกๆ หรือแบ่งให้ Homeless ?

แต่ก็มีเสียงอีกฝั่งบอกว่า นี่คือ QC, ถ้ามีคนตายเพราะทานอาหารหมดอายุของเรา จะรับผิดชอบอย่างไร ?

[Homeless Cookie ก็เลยใช้วิธีไปคุ้ยถังขยะแทน, แล้วเอากลับมานั่งทานในบ้านที่ทำจากลังส้ม – -]

ส่วนคุณน้องสาวผมที่มาเรียนต่อในญี่ปุ่น, เค้าชอบ Pasta ของ Lawson

ที่ญี่ปุ่นนี่มีอาหารฝรั่งบ้าๆ เยอะมากครับ, Pasta ของ Lawson มีแบบราดด้วยปลาข้าวสารแล้วทานกับไชเท้า o_O!!!

ก็ต้องลองเดินกันดู ~

ภาพทั้งหมดถ่ายด้วยกล้องมือถือ Lenovo K900, สมาชิก Blog ติงต๊องท่านนึงซื้อมาเองแล้วส่งให้ผมลองใช้ แต่ไปๆ มาๆ ดันเผลอลืมติดมือมา HK ด้วยซะงั้น แล้วก็นั่งเครื่องต่อมา Tokyo เลย รู้สึกผิดชะมัด – -*

ทานอิ่มแล้ว, Blog หน้าไปปีนยอด Fuji Summit กันครับ…

 

One Reply to “Japan no Visa : How to กินอยู่ประหยัดแบบญี่ปุ่น Local !”

Comments are closed.