ยืนทอดมาตั้งแต่หอ Eiffel ยังไม่สร้าง, Daikokuya คือหนึ่งในร้านที่เป็นตำนาน Tempura แห่ง Tokyo ~

ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบเขต Asakusa, มีวัดเก่าๆ และเราก็ยังสามารถพบเห็นสาวๆ แต่งชุด Kimono ได้ตามท้องถนน แตกต่างจากเขตใหม่อื่นๆ เช่น Shibuya หรือ Shinjuku ~ และอาหารขขึ้นชื่อของ Asakusa ก็คือ Tempura

คนไทยคงไม่มีใครไม่รู้จัก “วัด Asakusa”, ที่จริงๆ มันชื่อว่า “วัด Sensoji”

เพราะบริเวณนี้มีแต่คนไทยเดินกัน, เป็นที่ที่ทัวร์ต้องพามาเป็นอันดับต้นๆ – –

แต่ใครเลยจะรู้ว่าตำนานแห่ง Tempura ก็อยู่ซอยเล็กๆ หลังวัด Asakusa นี่เอง, ห่างจาก Metro แค่ 8 นาทีเดิน !

 คาดว่าทัวร์คนไทยยังไม่รู้จัก, ผมไปถึงร้านตอนเที่ยงครึ่ง จึงไม่มีเสียงพากษ์ไทยเลย ^^)

มีคนญี่ปุ่นนั่งเรียงกันจนเต็มเก้าอี้หน้าร้าน แล้วก็ต่อด้วยคนยืนอีกเป็นแถวยาว o_O!!!

 อยากทานก็ต้องทน, ประเทศนี้สอนให้คนรู้จักการเข้าคิวครับ

และแน่นอนว่าไม่มีพนักงานคนไหนพูดอังกฤษได้เลย – -*

แม้ว่าจะขอ Menu ภาษาอังกฤษได้ แต่ผมค้นพบความจริงว่า Menu ภาษาอังกฤษมันมีรายการอาหารแค่ครึ่งเดียวของ Menu ภาษาญี่ปุ่น, แถมครึ่งเดียวที่ว่าคือมีแค่หนึ่งแผ่น ซึ่งก็มีแต่ Tempura อยู่ 3 – 4 อย่าง o_O?

ถ้าใครอ่าน Menu ญี่ปุ่นออก, ก็จะพบว่ามันมีผักกับดองแบบโบราณ / Sashimi / เต้าหู้เย็น และอื่นๆ อีก

[แต่ดูๆ แล้ว Menu ที่อยู่ในเล่มภาษาญี่ปุ่นก็ไม่น่าจะถูกใจต่างชาติเท่าไรจริงๆ ละนะ – -]

Menu เล่มภาษาอังกฤษมีแค่ Tempura & Tendon สองอย่างเท่านั้น…

Tempura ก็คือของชุบแป้งทอด, เลือกได้ว่าจะสั่งเป็น Set พร้อมข้าวหรือไม่ก็ได้ และก็เลือกได้ว่าจะเอาแบบมีรวมๆ ผักทอดมาด้วยหรือจะเอาแบบกุ้งอย่างเดียว  

ส่วน Tendon ก็คือข้าวที่โปะ Tempura ไว้ข้างบนแล้วราดน้ำซอส, นี่ก็เลือกได้ว่าจะเอาแค่กุ้งหรือเอาผักด้วย

หมดแค่นี้ครับสำหรับ Menu ภาษาอังกฤษ o_O!!!

แต่ Daikokuya เค้าก็คงเน้นให้ทาน Tempura & Tendon ละนะ, ก็เอามาลองเลย ~

แล้วก็แอบสั่ง Sashimi เพิ่มไปอีกอย่าง, ในจานมีกุ้ง / ปลาเนื้อขาวและ Toro

ปลาดิบอร่อยเลิศ ~ เคี้ยวนุ่มหวานลึกๆ ข้างใน ไร้กลิ่นคาวและ Toro ก็ไม่เหม็นเลือดเลยแม้แต่นิดเดียว :D

มาพร้อมกับ Soup ใส, บอกได้เลยครับว่ารสชาติทุกอย่าง Pure มาก…

ถ้าคนไทยทั่วไปมาทานอาจจะว่าไม่อร่อยก็ได้

อย่างปลาดิบก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความสด

รสชาติของ Soup ก็เหมือนไม่ผ่านการปรุง, เพียงแค่ปล่อยไปตามสิ่งที่วัตถุดิบเป็นไป

รวมถึง Tempura ก็เช่นกัน…

ตัวแป้งไม่อมน้ำมัน แต่รสเบามาก

ความหวานของ Tempura เกิดจากเนื้อกุ้งที่อยู่ภายใน ออกกรุบกรอบกลมกล่อม แกล้มกับผักหลากชนิดอย่างเห็ดหอมที่ไม่ได้ทอดจนแข็ง แต่ยังนุ่มชุ่นน้ำในเนื้อ และพริกหวานตัดเลี่ยนกับฟักทองหอมๆ

ทานกับข้าวนุ่มๆ และผักดองที่มาด้วยกัน ~

แต่ตรงนี้ก็ยังต้องบอกว่าถ้าใครไม่ชอบทานของทอดน้ำมันก็อาจไม่ชอบอยู่ดีละครับ :)

ที่น่าสนใจคือแม้ Daikokuya จะทอด Tempura มากว่า 120 ปีแต่ก็ไม่มีอาการหยิ่ง, คุณพนักงานทั้งหมดยังคงบริการเราดี อย่างสุภาพเต็มที่ โค้งแล้วโค้งอีก พยายามช่วยเหลือด้านภาษาอังกฤษสุดๆ [แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอก – -]

และราคาอาหารก็ไม่ได้แพงเลยด้วย

Tempura Set & Tendon ตก 1xxx Yen, ไม่ได้ต่างจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปแถวนี้เลยนี่นา o_O!!!

 ตอนจะออกจากร้านก็เดินมาส่งแล้วโค้งให้

ถ้าใครยังไม่สะใจก็มี Take Away กลับบ้านด้วย ~ [แต่กว่าจะถึงบ้านไม่นิ่มแบะหมดรึ o_O?]

โฉมหน้าคุณ Chef ปิดท้าย ~ :D

ผมก็มานึกๆ ดูว่าในไทยเรามีร้านอาหารไหนที่อร่อยๆ และเปิดมาเป็นร้อยปีบ้างรึเปล่า ?

ก็นึกไม่ออก, แต่ก็อาจเพราะผมไม่ค่อยทานอาหารไทยก็ได้มั้ง ส่วนร้านอาหารชาติอื่นที่เข้ามาทีหลังมันก็อายุไม่ถึงสินะ – –

ตอนนี้ คนไทยเราก็สามารถเข้าญี่ปุ่นได้แบบไม่ต้องขอ Visa ด้วย, คงสะดวกขึ้นมากสำหรับคนที่อยากมาญี่ปุ่นแบบไม่ง้อทัวร์ ~ ผมว่าลองมาที่เดิมๆ ที่ทัวร์เคยพามาแต่เดินหาสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เห็นด้วยตาตัวเองก็ไม่เลว

ที่อยู่ร้าน Daikokuya ก็คือ 13810 Asakusa Taito Tokyo, เบอร์โทรศัพท์ 0338441111

ถ้าใครมาด้วย Asakusa Metro, เดินแค่ 8 นาทีก็ถึง

แผนที่ Google Map ตามข้างล่าง, สังเกตว่าอยู่ตรงมุมซ้ายล่างระหว่างสถานี Metro & วัด Sensoji :)

อย่างในเขต Asakusa ก็ยังมีร้านเก่าๆ แบบญี่ปุ่นเดิมๆ ให้พบเห็น พร้อมกับสิ่งใหม่ๆ จากตะวันตกเช่น Starbucks และบางครั้ง, เราก็จะได้เจอความผสมผสานกลมกลืนกันระหว่าง 2 ยุคสมัยใน 2 Cultures ที่ต่างกันอย่างลงตัวด้วย

ภาพทั้งหมดถ่ายโดยกล้อง Lenovo K900, กล้องดีเป็นที่ 2 รองจาก iPhone 5 เลยครับรุ่นนี้ :)