Special : สมัครบัตร Amex Platinum วันนี้ฟรีตั๋ว Business Class ไปกลับญี่ปุ่น 3 ใบ !!! > "Click"

--------------------------

เป็นสมุดภาพน้องหมาใน Vienna และ Chocolate จาก Professor แห่ง Vienna

ในบรรดา 4 ประเทศที่ผมมา Backpack ครั้งนี้, Austria ถือว่าโหดที่สุด เพราะผมนั่ง Night Bus จาก Munich ข้ามพรมแดนไปในวันฝนตก ถึง Austria เกือบเที่ยงคืน แบกเป้ใบใหญ่เดินหลงทางกลางเมืองที่มืดสนิทโดยไม่มีร่ม

จนมาเจอที่พัก ซึ่งเป็นห้องสมุดส่วนตัวของ Professor ท่านนี้ อยู่หน้าวัง Schloss Belvedere

ผมส่งเบียร์สิงห์ที่หิ้วจากเมืองไทยให้แทนคำทักทาย

พอถึงวันสุดท้ายใน Austria, Professor และภรรยาก็วาง “ของขวัญ” จาก Vienna ไว้ในที่พักวันที่ผมป่วยหนัก…

ทำให้ Vienna กลายเป็นเมืองที่ผมประทับใจที่สุด, แม้จะเหนื่อยและทนทรหดที่สุดจนถึงขั้นไม่สบายก็ตาม :)

น่าเสียดายนิดหน่อย เพราะช่วงที่ผมอยู่ Vienna มีแต่วันฟ้าปิด

และมีอยู่วันหนึ่งที่ผมแทบลุกไม่ขึ้น เพราะตากฝนติดต่อกัน 2 – 3 วัน

แต่ก็มีเรื่องราวของเมืองหลวงแห่ง Austria ที่อยากจะเล่า

และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นใน Europe อย่างเยอรมัน / ฝรั่งเศส / UK หรือ Italy, ก็ต้องบอกว่า Austria เป็นประเทศที่คนไทยไม่ค่อยไป โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่าง Vienna ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดดนตรี Klassik

และครั้งหนึ่ง ในช่วงศตวรรษที่ 16 – 17, Austria เคยยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่เป็น “มหาอำนาจแห่ง Europe”

เมื่อ Austria สามารถล้มจักรวรรดิ Ottoman ของอาหรับได้

แม้วันนี้ Austria จะกลับมาเป็นประเทศเล็กๆ ในมุมหนึ่งของ Europe

แต่ก็ยังมีวัฒนธรรมยิ่งใหญ่ในอดีตมากมาย

และ Vienna เคยได้รับการยกย่องเป็นเมืองที่คุณภาพชีวิตสูงที่สุดในโลกในปี 2009 ด้วย

 ส่วนใหญ่คนไทยมา Austria แต่ไปไม่ถึง Vienna, เพราะว่าทัวร์ไม่ค่อยเน้นเมืองนี้เท่าไร และ Vienna ก็อยู่ด้านขวาสุดของประเทศ จึงต้องเสียเวลาในการนั่งรถไฟอีก 3 – 4 ชั่วโมง

อาจจะมีแวะ Austria บ้างก็แค่เมืองชายแดนด้านซ้ายสุดติด Germany ที่ชื่อ Salzburg

 แต่ผมยกให้ Vienna เป็นที่ 1 ในการมา Backpack ครั้งนี้

บนถนนเส้นหลักสู่จัตุรัสกลางใจเมือง, จะได้ยินเสียงเพลง Klassik แว่วมาไม่ขาดสาย…

 ผมเองชอบ Jazz ครับ, แต่ระหว่างที่เดินใน Vienna ยังไงก็ต้องวางเงินเป็นรางวัลให้กับนักดนตรีที่มาเปิดหมวกเล่น Klassik

อย่างหนุ่ม Viennese ที่เล่น Harp พร้อมกับร้องเพลงดังก้องไปทั่วท้องถนนนี่…

คนหยุดยืนฟังอย่างตั้งใจกันเป็นสิบๆ คน

แค่คิดว่ามา Vianna เพื่อเดินเล่นบนถนนเส้นนี้ก็คุ้มค่าแล้ว

การไปไหนมาไหนในตัวเมือง Vienna ก็ถือว่าไม่ยาก, ยิ่งถ้าหากใครอยากจะอยู่สัก 2 – 3 วัน เพราะที่นี่มีบัตร “Vienna Pass” แบบซื้อทีเดียว ใช้ขึ้นรถไฟ / Metro / Tram / Bus ในเมืองได้หมด

และที่ Austria ก็ไม่มีประตูกั้นตอนเข้าสถานีให้วุ่นวาย, จะมีก็แค่การสุ่มตรวจตั๋วโดยนายตรวจเท่านั้น

กลางใจเมืองคือสถานีชื่อ Stephenplatz, คู่กับโบสถ์ใหญ่ที่มีอายุกว่า 800 ปี

และจากโบสถ์กลางเมืองอย่าง Stephenplatz ที่มียอดแหลมสูงเสียดฟ้า, หากเดินลงมาตามถนนก็จะต่อไปยัง Karlplatz ที่เป็นสถานีหลักรอง ที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็จะได้กลิ่นของดนตรี Klassik ทุกทิศ

มีถนนของ Goethe, คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่

หรือจะเป็นรูปปั้นของ Mozart ที่เกิดใน Austria และเคยได้แสดงดนตรีในวังตั้งแต่อายุไม่ถึง 5 ขวบ

ถัดไปก็จะเป็นถนนสาย Museum

ต่อด้วยพระราชวังแห่งราชวงศ์ Habsburg ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่สุดในภาคพื้น Europe

จนมาถึงหอสมุดประจำเมืองที่รวบรวมหนังสือไว้กว่า 100000 เล่ม

ขนาบด้วยสวนสองฟากสำหรับให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจ

นอกจาก Vienna จะเป็นเมืองหลวงแห่งดนตรี Klassik, ที่นี่ยังถูกเรียกว่า “The City of Dreams”

เพราะ Vienna คือบ้านเกิดของ Sigmund Freud, นักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกด้วย

ใครเหนื่อยก็มีรถม้าให้นั่ง

หรือจะขี่ Rental Bike ก็ไม่มีปัญหา

เมืองใน Europe ส่วนใหญ่ ค่อนข้างเป็นมิตรกับจักรยาน

ส่วนผมอยากจะเดินช้าๆ

อากาศในวันที่ผมไป Vienna ค่อนข้างหนาว, ต่ำเกือบ 0 c และในสภาพที่ผมป่วย แถมยังมีฝนปรอยๆ ตลอดเวลา ยิ่งทำให้เมืองหลวงแห่งดนตรีดูเหมือนจะล่องลอยอยู่ในความฝัน… 

 แต่สุดท้ายก็ไม่ไหวจริงๆ

ผ่านมา Week กว่าๆ กับสามประเทศใน Europe แบบเปียกปอน นอนน้อย นั่งรถไฟและ Night Bus ข้ามเมืองไปมา, พอถึงคืนวันที่ 3 ใน Austria ผมก็ล้มป่วยแบบลุกไม่ขึ้น

ยังนึกไม่ออกว่าแล้วจะเดินทางต่อไป Prague ยังไงไหว

ในสภาพที่ต่อจากนี้ก็คงฝนตกต่อเนื่องทุกวัน

เป็นช่วงที่รู้สึกเหนื่อยและนึกถามตัวเองเหมือนกันว่ามาที่นี่ทำไม

ก่อนจะหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

และตื่นเช้ามา, พบว่ามี “ของขวัญ” จาก Vienna วางอยู่บนโต๊ะในห้องหนังสือที่ผมไปพัก

อาจเป็นความบังเอิญ…

ที่เช้าวันนั้น ฟ้ากลับสดใส

และอาการป่วยที่ผมสะสมมาตลอด 2 – 3 ใน Austria กลับหายไป

ผมทาน Chocolate ไป 1 ชิ้น, ส่งข้อความขอบคุณ Professor ที่แอบมาวางขนมไว้กลางดึก แล้วก็ออกเดินทาง ขึ้นรถไฟฟ้าไปชม “Prater” ซึ่งเป็นชิงช้าสวรรค์รุ่นโบราณประจำเมือง Vianna

สังเกตว่าฟ้าสวยมาก อากาศก็เริ่มอบอุ่นขึ้น

อาจเป็นเพราะน้ำใจจากแดนไกล, ตอบแทนเบียร์สิงห์กระป๋องหนึ่งจากเมืองไทย

จาก Vienna ที่ดูเศร้าในวันฟ้าหม่น, ก็กลายมาเป็น Vienna ที่สว่างไสว

ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นที่ครึกครื้น

แต่น้องหมาก็คึกคัก ~

เป็นวันที่ชาวเมือง Viennese พากันออกมาจูงน้อหมาเดินเล่นบ้าง ไม่ก็ Picnic ในสวนบ้าง

แผงขายดอกไม้ผลไม้ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

แม้แต่เสียงดนตรี Klassik ที่แว่วมากับสายลมก็ยังเปลี่ยนท่วงทำนอง

ผมถือโอกาสที่ฟ้าใส, ออกไปวิ่ง Jogging ที่สวนด้านหลังที่พัก ซึ่งก็คือวัง Belvedere แล้วก็ไปต่อที่วัง Schonbrunn ก่อนจะต้องโบกมือลา Vienna และ Austria ตอนเย็นเพื่อไปยังกรุงปราก

ระหว่างวัน ผมก็ไปนั่ง Picnic ทานขนมปังที่ข้างแม่น้ำดานูบ [Danube] ด้วยนะครับ :)

ก่อนจะกลับเข้าตัวเมืองหาของอร่อยๆ ทานส่งท้าย ~

ที่ Vienna นี่มีร้านขนมดังมากชื่อ “Sacher Hotel” ซึ่งก็อยู่ติดทางออกสถานี Karlplatz

แต่ผมไม่ทานของหวาน

ก็เลยต้องลองไส้กรอก Wiener [Vianna Sausage] เส้นยาวบางกรอบสักนิด, แล้วก็จัดการกับ Wiener Schnitzel อาหารประจำชาติอีกอย่างที่คล้ายกับหมูทอด Schnitzel ของเยอรมัน

แต่ของที่ Vienna จะใช้เนื้อลูกวัว [Veal] แทนที่จะเป็นเนื้อหมู

ทอดมากรอบๆ บีบมะนาวนิด จิบซุปร้อนๆ ก่อน

แล้วก็หม่ำทีเดียวเรียบ ฟื้นพลังหลังไข้ !!!

 

ผมก็ไม่รู้หรอกว่า มันบังเอิญหรือเป็นโชคชะตาที่ผมหายไข้และฟ้าก็ใสในวันที่ Professor เจ้าบ้านเอาของขวัญจาก Vianna มาวางไว้ในห้องพักพอดี แต่ที่แน่ๆ คือ มันยิ่งทำให้ผมหลงรักกรุง Vienna มากจนไม่อยากจะจากไป

ทั้งหมดนี้ อาจจะเพราะเบียร์จากไทยแค่กระป๋องเดียว, แล้วก็พร้อมหิ้วเป้ใบใหญ่ขึ้นไหล่ สู่ Czech Republique !!!

 

One Reply to “เที่ยวเองที่เวียนนา : ของขวัญจากเจ้าบ้านในวันที่ผมป่วยหนัก”

Comments are closed.