web analytics

- CookieCoffee -

– No.1 Blogger in Thailand by StatCounter UK –

iPhone เดี๋ยวนี้ราคาแพงกว่า Laptop อีก : ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว !

แต่ก่อนที่จะบอกว่า “ถูกต้องแล้ว !”, จริงๆ ผมก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไม…

ไม่ใช่แค่ “ทำไมมือถือเดี๋ยวนี้แพงกว่า Laptop ?” 

แต่สงสัยกระทั่งว่า “ทำไมมือถือแพงกว่า Tablet ?”, โดยเฉพาะบาง Brands ที่มี “Tablet แบบโทรได้” พร้อมจอขนาดใหญ่และ Chipset ที่ Spec เท่าเทียมกับมือถือรุ่น Flagship ในราคาที่ถูกกว่า Smartphone ของตนแบบครึ่งต่อครึ่ง !

หรืออย่าง iPhone X ที่เปิดตัววันนี้กับราคา 999 USD, คิดเป็นเงินไทยก็สามหมื่นห้า

ส่วนตัวเวลาผมสงสัย, ก็มักจะ Googling หาคำตอบจากเมืองนอก

mobile-office-porsche-design-starbucks-rewards-gold-mug-macbook-japan-bbc-blog

Why smartphones are more Expensive than the Tablet ?

Asus เคยให้คำตอบกับ CNet ว่า “There is more engineering, development and testing required to shrink down the components without affecting the heating and still offering the best performance”

แปลไทยง่ายๆ สั้นๆ ก็คือต้นทุนมันสูงกว่า, ถ้าเราต้องการจะ “ย่อ” ชิ้นส่วนให้ใส่ลงในมือถือเล็กๆ

นอกจากนี้ยังต้องคิดถึง Factors อื่นๆ อย่างการระบายความร้อน, พวก Device ตัวใหญ่มีพื้นที่เยอะทำได้ง่ายอยู่แล้ว

และยังมีเรื่องของ Battery, ที่ต้องอัดความจุให้ได้มากที่สุดโดยไม่เป็นอันตราย

[นึกถึง Galaxy Note 7 ที่ระเบิดไป, พอกลับมาขายใหม่ในชื่อ Galaxy Note 7 FE ก็ต้องลดความจุ Battery ลง]

แต่พอพูดแบบนี้, ก็จะมีคนค้านด้วยคำถามที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตออกมา…

why-smartphone-iphone-8-cost-price-more-expensive-than-tablet-laptop-ifix-r-and-d

ดูต้นทุนแล้วไม่เห็นจะแพงตรงไหน !”

เพราะพวก Website สาย IT มักจะชอบเอาราคา Hardware มาให้ดู, อย่าง iPhone 7 ก็มีต้นทุนแค่ 6 พันกว่าบาท

โดยไม่คิดเลยว่ากว่าที่ Tim Cook หรือผู้ผลิตแต่ละ Brand จะ “พัฒนาชิ้นส่วนทั้งหมด” ขึ้นมาได้ต้องลงทุนขนาดไหน, ตรงนี้ไม่ใช่แค่ Apple แต่ Asus เองยังก็ตอบสื่อว่า “I think the development and tooling costs are slightly higher”

มันไม่ใช่แค่ “เอา Chipset เล็กๆ มาใส่มือถือ”

มันต้องเริ่มตั้งแต่ “แล้วจะทำอย่างไรให้ Chipste มันเล็กลงได้” ต่างหาก

ยังไม่นับรวมเรื่อง​ “ประกันทั่วโลก” ที่ iPHone มี [เมื่อวานผมก็เพิ่งจะ Claim ปัญหาสีลอกของ iPhone 7 HK ที่ Tokyo]

กระบวนการนี้เรียกว่า “R & D” หรือ Reseach & Development, ซึ่งพอคิดย้อนไปก็เห็นภาพปัญหาใหญ่ของคนไทย…

claim-iphone-7-black-paint-chip-peel-apple-store-ginza-japan-international-warranty-review

ผมเคยเจอคนต่อราคาผลไม้กับแม่ค้าว่า “ซื้อที่สวนถูกกว่านี้สิบเท่า !”

แต่สิ่งที่มนุษย์ป้าไม่คิดก็คือค่าขนส่ง / ค่าน้ำมันรถและค่าเสื่อมของรถ / ค่าดูแลรักษาผลไม้ให้ยังสดใหม่ / ค่าเช่าแผงขายของไปจนถึงค่าความเสี่ยงที่ผลไม้บางส่วนจะเน่าระหว่างเดินทาง [ถ้าเป็น iPhone ก็คือการต้องเตรียมเครื่องใหม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนฟรีทันทีนั่นเอง]

นี่ยังแค่ “ผลไม้ทั่วๆ ไปที่หน้าตาเหมือนๆ กัน”, ยังไม่รวมถึงผลไม้บางอย่างที่ “ปลูกยากเป็นพิเศษ”

อย่างชาเขียวบางไร่ที่ญี่ปุ่นต้องปลูกในที่สูง / ควบคุมอุณหภูมิ / มีการคลุมผ้าบางเวลา / ปุ๋ยก็ต้องหมักเอง

นั่นคือสิ่งที่ใช้เวลากว่าสิบปีเพื่อพัฒนา, มีต้นทุนเป็นค่าความคิดและการจ้างคน

จริงอยู่ว่าต้นทุนของ “Chipset ที่เล็กลง” อาจจะแพงกว่า Chipset ขนาดใหญ่แค่ 10%

แต่กว่าจะพัฒนามาเป็น Chipset ที่เล็กลงได้อาจต้องลงทุนอีกพันล้าน, และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า R & D !

honestbee-review-app-grocery-supermarket-delivery-wine-beer-wish-free-promocode-2000-baht-usa