Special : How to สร้างตัวตนออนไลน์และวิธีปรับธุรกิจเก่าเข้าสู่ Digital !!! > "Click"

--------------------------

“ผมตกใจมากๆ กับข่าวการลดยอดคนเห็นบน Facebook !”

[ตกใจตรงที่มันยังเหลือให้ลดอีกเหรอนี่…]

คือประโยคแรกที่ผมพูดในงานสัมมนา “How to be Blogger 2018” เมื่อวานและหลายท่านก็ขำ [ทั้งน้ำตา], หลัง Zuckerberg ประกาศอย่างเป็นทางการด้วยตัวเองว่า “Organic Reach ของ Fanpage ปีนี้จะลดลงอย่างถล่มทลาย”

Brand ดังๆ อาจไม่เท่าไรตราบใดยังมีตังค์จ่าย, แต่พ่อค้าแม่ค้าตัวเล็กๆ คือเหยื่อรายใหญ่เพราะยอดการเห็นอาจเป็นศูนย์ !

ในสัมมนาเมื่อวาน, ผมพูดถึง “4 วิธีการรับมือ” เอาไว้และจะขอยกหัวข้อมาเล่าสั้นๆ

mark-zuckerberg-smile-drama-facebook-2018-fanpage-reach-down-how-to-fight

4. ปรับกลยุทธ์สุดชีวิต

พวก Guru ทางการตลาดมักชอบพูดเท่ๆ ว่า “คุณก็แค่ทำ Content ชั้นดีก็จะมีคนเห็นเอง !”

แต่ใช่ว่าทุก Brands และทุก Categories สินค้าจะ “เท่” ได้ง่ายๆ เหมือน Starbucks หรือ BMW เสียเมื่อไร

สมมติว่าสินค้าของผมคือเครื่องยิงกาวหรือถังใส่ปุ๋ย, จะทำ Content เท่ๆ เดือนละสามสี่อันด้วยวิธีไหน…

และแม้ทุกท่านจะทราบดีกว่า Zuckerberg หันมา Focus ที่ “Video” ตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2016

ใครทำ Video Content ก็จะได้ยอดคนเห็นเพิ่มแต่สำหรับธุรกิจ SMEs ที่เจ้าของอายุสี่ห้าสิบอาจต้องไป “จ้างคนอื่น” อีกสองหมื่นเพื่อแลกกับ Video 12 นาที [และทุกคนก็กดปิดตอนวิฯ ที่ 15, ซึ่งก็แปลว่าเงิน 2 หมื่นสลายกลายเป็นวุ้นไปเรียบร้อย]

การปรับกลยุทธ์เป็นเรื่องดี, แต่ถ้าต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ที่ว่าทุกๆ ครึ่งปีเพื่อเอาใจ Zuckerberg ก็ไม่น่าจะเข้าท่าเท่าไร

how-to-iphone-7-plus-red-black-change-plate-front-video-review-ios11-7s-8-limited-edition

3. ย้ายมา Blog & Website

ผมย้ำเสมอเรื่องนี้, ไม่ต้องใช้ Blog & Website เป็นหลักก็ได้แต่ไม่ควรฝากทั้งชีวิตไว้กับ Zuckerberg

ช่วงแรกอาจแค่ใช้ “คู่กัน”

เพราะมันมีหลายสถานการณ์ที่ Facebook ไร้ค่าเมื่อเทียบกับ Blog เช่น, ตอนที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งโทรหาผมว่า “ช่วยหาร้านแถวเอกมัยให้ลูกค้าต่างชาติสองคนที่กำลังไปจากสนามบินด่วน” โดยเงื่อนไขคือ “คนหนึ่งเป็นมังสวิรัติ” และ “อีกคนแพ้กลูเตน”

สิ่งที่ผมทำคือ Googling ด้วยคำว่า “Gluten Free Ekkamai”, เจอ Website ของสามสี่ร้านแล้วก็เข้าไปดู Menu

ในแง่นี้, Facebook สู้ไม่ได้และการลงภาพ Menu ใน Fanpage ก็ไม่มีประโยชน์เพราะมัน “หล่นหายไปเรื่อยๆ”

และอีกหนึ่งข้อดีขั้นสุดคือ Blog & Website เป็นของเรา, ไม่ต้องคอยเปลี่ยน Algorithm เอาใจใครบางคนทุกๆ สองเดือน

2. ย้ายไป YouTube / Line / Twitter / Instagram หรือ Social Networks อื่นๆ

แต่อย่าลืมว่าเจ้าของ Instagram ก็คือ Zuckerberg อยู่ดี…

นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมพูดไว้ใน “How to be Blogger” รอบล่าสุด, คือส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าโลกเราจะมี Social Networks ใหม่ๆ ได้ตราบใดที่ Zuckerberg ยังมีชีวิตอยู่เพราะมัน “ต่างอย่างมาก”​ จากสมัย Hi5 ที่ตายหลังจากเกิด Facebook ขึ้นมา

Hi5 ไม่มี Model ในการหาเงิน, ต่างจาก Facebook ที่ Zuckerberg สร้างรายได้แบบ “ทุกวิถีทาง”

แถมยัง “ผูก Facebook Account” เข้ากับ Apps & Services อื่นๆ อีกมากมาย, จนทำให้คนยกเลิกไม่ได้

และพอมี Social Networks ใดที่ทำท่าว่าจะ “เกิด”, Zuckerberg ก็เข้าซื้อเรียบ !

ส่วนท่านที่กำลัง “ย้ายทุกสิ่ง” หนีไป Instagram, ผมเชื่อว่า Zuckerberg จะตามมาถล่มปีหน้า

youtuber-red-2018-how-to-get-money-passive-income-sponsor-iphone-x-notch-mobile-advert

1. กลับสู่โลก Offline

ลองถามตัวเองอีกที, ว่าเราจำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับโลก Online ขนาดนั้นจริงๆ ไหม ?

เมื่อเช้า, ผมเดินผ่านร้าน “ชอบชา” กับคิวที่ยาวจากหน้าตลาดไปอีกสามช่วงตึก

ทั้งที่ “ชอบชา” ไม่ได้ทำการตลาด Online หรือเป็นสหายของ Zuckerberg แต่อย่างใด

และวันก่อนที่ผมไปอ่านข้อความของนักการตลาดท่านหนึ่งว่า “เวลาเห็นคนกด Like เรื่อง Drama หมื่นคน = เป็นประเด็นทางสังคมระดับที่สื่อต้องแตกตื่น” ทั้งที่จริงๆ แล้วประชากร Facebook ไทยมีทั้งหมด 41 ล้าน, หรือคิดเป็นตัวเลขคือ 0.024%

สมมติว่าโรงเรียนหนึ่งมีนักเรียน 10000 คน, แปลว่ามีนักเรียนโวยวายรวมทั้งสิ้น 2.4 คนถ้วน

ไม่มีผลและไม่มีอิทธิพลใดๆ ให้ใส่ใจ, สู้เอาเวลาไปซื้อ Franchise ร้านชอบชามาตั้งหน้าโรงเรียนยังจะดีกว่า

 how-to-be-blogger-2018-free-seminar-cookiecoffee-passive-income-macbook-presentation

ระหว่างสัมมนา, ผมได้คุยกับหลายๆ ท่านที่ “ลงทุนไปมากมาย” กับ Facebook เพื่อให้มียอด Follower ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาโดยไม่คิดเลยว่าอยู่ๆ มันจะ “สลาย” กลายเป็นวุ้นไปในวันที่ Fanpage เริ่มอยู่ตัวพร้อมใช้ทำธุรกิจถอนทุนคืนได้

แต่เชื่อเถอะว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่ “การเริ่มต้น” เท่านั้น, เพราะ Zuckerberg ยังมี “ไม้ตาย” อีกอันที่ชื่อ Explore…