Facebook ลดการเห็นลงอีก 34% : โฆษณาแพงขึ้น 1.8 เท่า ! | - CookieCoffee -

- CookieCoffee -

– No.1 Blogger in Thailand by StatCounter UK –

Facebook ลดการเห็นลงอีก 34% : โฆษณาแพงขึ้น 1.8 เท่า !

สำหรับใครที่คิดว่า ยอดการเห็นบน Facebook มันลดลงหนักมาก, อยากบอกว่า “มันยังลดลงได้อีก…”

“A research carried out by Roisin Linnie, Head of Social at Dublin based digital marketing agency Wolfgang Digital found brand pages are now organically reaching 34% less people” แต่นั่นยังไม่จบ

“Roisin also looked at Facebook ad spend since the start of 2016 and discovered brands are now spending 181% more than they were 2 years ago” และ “Facebook is now a Pay to Play space”

แปลไทยง่ายๆ ก็คือ Facebook ได้กลายเป็นสนามของ “ผู้เล่นที่มีเงินเท่านั้น”

facebook-ceo-mark-zuckerberg-money-smile-devil-congress-drama-organich-reach-advert-branded-page

ไม่ใส่เงินลงไป : ก็ไม่มีใครเห็น

Facebook is now a Pay to Play space” 

คือ”ความจริง”​ ที่หลายคนอาจยังไม่ยอมรับหรืออาจยังทำใจไม่ได้

โดยเฉพาะ “ผู้เล่นรายย่อย” อย่างธุรกิจ “SMEs”, ซึ่งเป็น “ลูกค้ารายใหญ่” ของผม

และว่ากันตามตรง, ตัวเลข “34%” ที่ลดลงนั้นน่าจะยัง “น้อยเกินไป”

เพราะจากการเก็บข้อมูลจาก Fanpages ของ Brand น้อยใหญ่ในมือ, เกือบทุกรายบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยอดคนเห็น [Organic Reaches] มันลดลงมากว่าเท่าตัวแล้ว” และ “การสักแต่อัดเงินค่าโฆษณาเข้าไปไม่ช่วยอะไรในแง่ยอดขาย

สำหรับ Brand ใหญ่และ SMEs, ความต่างอย่างที่สุดอยู่ตรงนี้…

kbank-kingpower-credit-card-visa-signature-macbook-japan-note-philippines-exchange

ลงโฆษณาไป = ต้องได้ยอดขายกลับมา

หรือจริงๆ, แค่ “สละเวลามาทำ Facebook” ก็ควรจะต้องได้กำไรกลับไป

ไม่เหมือน Brand ใหญ่ที่มี “งบประมาณมหาศาล” สำหรับ “ละลายเล่น” ใน Social Network แบบไม่อั้นเพราะธุรกิจ SMEs มักจะมีพนักงานไม่มาก, หากต้องเอาทั้งคนทั้งเงินมาถมทิ้งกับ Zuckerberg โดยไม่เห็นอนาคตคงไม่เข้าท่าเท่าไร

สู้เอาไปลงกับอย่างอื่น, เช่นการเปิดตลาดต่างจังหวัด & ต่างประเทศหรือการหาลูกค้าใหม่ยังจะดีกว่า

แต่ “ความจริง” บน Facebook ยุคนี้มันก็เป็นเช่นที่ Roisin กล่าวไว้ใน Paragraph แรก

หากไม่ใส่เงินลงไป, ที่อุตส่าห์นั่งตั้งใจทำ Content หรือตัดต่อ Video Clip มาก็ไม่มีใครเห็นอยู่ดี

และก็อย่างที่ผม “ย้ำ” ทุกครั้งในสัมมนา How to be Blogger ว่า “อย่าเชื่อพวก Guru กับคำพูดเท่ๆ ให้มากนัก” 

 bmw-welt-souvenir-keychain-claim-iphone-7-plus-paint-chip-peel-thai-dhl-truecoffee-apple-store-how-to

Guru บางคนไม่เคยทำธุรกิจของตนเลย

ไม่ใช่ว่า “ไม่เก่ง” แต่ส่วนมากคนกลุ่มนี้มักจะทำงานให้กับลูกค้าที่เป็น Brands ใหญ่มาโดยตลอดและสินค้าที่ขายก็มักจะ “ติดตลาด” หรือ “คุ้นหู” อยู่แล้วอย่าง BMW / Apple / Starbucks ซึ่งต่อให้ “ไม่ทำอะไร” ก็มีคนพร้อมจะกด Like อยู่ดี

และ Brands ใหญ่พวกนี้ก็มี “Budget” มหาศาล, เอาแค่จ่ายเพื่อสร้าง “การรับรู้ [Awareness]” ก็หลักล้าน

ซึ่ง SMEs ทำไม่ได้

ผมย้ำเสมอว่า “ถ้าเราเป็นหมา, อย่าล่าอย่างสิงห์” และ “อย่าวิ่งไปชนกับช้าง”

การแข่งกัน “ละลายเงินทุน” บน Facebook & Fanpage ทุกวันนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, สำหรับ “มือใหม่” ที่เพิ่งจะคิดได้ว่าต้องย้ายขึ้นมาบนโลก Online ในวันที่มือเก่าแทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว

how-to-be-blogger-online-digital-course-youtuber-vs-facebook-iphone-x-passive-income-2018-starbucks