Facebook Ad แพงขึ้นทุกวัน : นี่อาจจะเป็นวิธีแก้ที่ได้ผลที่สุด | - CookieCoffee -

- CookieCoffee -

– No.1 TH Blogger in JP by StatCounter UK –

Facebook Ad แพงขึ้นทุกวัน : นี่อาจจะเป็นวิธีแก้ที่ได้ผลที่สุด

Update : กับ Tricks อีก 2 อันที่ผมว่าจะสรุปไปเล่าในสัมมนา How to be Blogger ด้วยครับ

Special Promotion Post : นัด "How to be Blogger แบบส่วนตัว" วันนี้ฟรี Starbucks Card 450 บาท -

บางทีมันอาจถึงเวลา “กลับสู่จุดเริ่มต้น”

เมื่อวันก่อน, ผมมีไปประชุมงานกับ Startup เจ้าหนึ่งและเราก็คุยกันถึง “Facebook Ad” ว่าตอนนี้มัน “เลวร้ายสุดๆ” ด้วยราคาที่ “แพงขึ้นน่าจะเกือบสองเท่าของปีก่อน” แล้วและคนเห็น [Organic Reach] ก็ลดลงต่ำจนน่าจะเหลือไม่ถึง 0.00000001%

ซึ่งเขาก็เห็นด้วย, และ Share ตัวเลขที่เจอมา

วันรุ่งขึ้น, ผมก็เอาเรื่องนี้ไปบ่นๆ กับ SMEs อีกเจ้าแต่เขา “ขำ” และนำเสนอ “วิธี” ที่คิดไม่ถึงกลับมา

meme-mark-zuckerberg-joke-booster-post-facebook-ad-vs-congress-drama-organic-reach-down-business-how-to-solve

ผมไม่ตั้งค่าอะไรเลย

แน่นอนว่าผมอึ้งไปห้าวินาที

แล้วเขาก็เปิด Stat การลงเงินใน Facebook Ad พร้อมยอดสั่งซื้อ [Purchase] ให้ดู

ใช้ Budget เท่าเดิม, แต่กำไรเพิ่มเกือบสามเท่า !

เขาบอกผมว่าตอนนี้คนที่ [ดูเหมือนจะ] ยิง Facebook Ad เก่งๆ คือ “คนที่ปรับแต่งนั่นตั้งค่านี่ได้เยอะๆ” แล้วก็เข้าใจไปเองว่า “ยิงแม่น” ด้วยการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย [Target Group] ด้วยเพศ / วัย / การศึกษา / ความสนใจ [Interests]

เก่งขึ้นมาอีกขั้นคือยิงจากพฤติกรรม, เช่นบินต่างประเทศบ่อย / เข้า Facebook ด้วย Safari / ใช้จ่ายผ่าน Credit Card

[พวกนี้มักจะกำลังซื้อสูงกว่าและยิงพลาดยากกว่าเพราะมันเป็นข้อมูลที่ “โกหกไม่ได้” เมื่อเทียบกับขั้นแรก]

how-to-facbook-advert-boost-post-create-target-exclude-narrow-custom-lookalike-audience-blogger

อีกขั้นก็คือพวกที่มีความรู้ในเชิง IT & Marketing ด้วยการยิงคู่กับ Custom Audiences & Lookalike Audiences, หรือก็คือการใช้ฐานลูกค้าเก่ามาขยายกลุ่มเป้าหมายและการเทียบความสนใจของกลุ่มลูกค้าใหม่กับกลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยซื้อ

Blah Blah Blah,

แต่การที่เรา “ยิงเฉพาะกลุ่ม” มากเท่าไร, ก็แปลว่าคนที่เห็น Facebook Ad ของเราก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ

ปัญหาคือ “แล้วตัวเลขคนเห็นน้อยๆ ที่เราทุ่มใส่นั้น, มันแม่นจริงหรือเปล่า ?”

และยิ่งวันเขาก็ยิ่ง “เสพติด” การปรับแต่ง Ad, เพิ่ม Behavior นั่นลด Interest นี่จนจะกลายเป็นโรคประสาท

สุดท้าย, ลองซื้อ Facebook อันใหม่ด้วยอารมณ์แบบ “กูจะไม่ตั้งค่าอะไรทั้งนั้น”

ผลที่ได้ผิดคาด, ลองนึกภาพตาม

1. เดิมเคยยิง Facebook Ad หากลุ่มลูกค้า [ที่เคยคิดว่า] ดีๆ, เงิน 10000 บาทมีคนเห็น 10000 คน

2. ในหมื่นคนมียอดซื้อห้าร้อยอัน, คิดเป็น 5%

3. ส่วน Ad ใหม่ที่ “บ้าพลัง” ใช้วิธียิงมั่ว [แม่งเลย], เงิน 10000 บาทมีคนเห็นซัดไป 50000 คน

4. ทีแรกคิดว่า “คงไม่มีคนสนใจเท่าไร” เพราะมันยิงไปหาคนที่ไม่ใช้กลุ่มเป้าหมาย

5. แต่ผลที่ได้คือยอดสั่งซื้อเกือบ 1500 อัน, ซึ่งถ้าคิดเชิงสถิติถือว่าลดลงเพราะได้กลับมาแค่ 3%

6. แต่ความจริงก็คือความจริง, ยิง Ad หมื่นเดียวเท่าเดิมแต่กำไรเพิ่มสามเท่า !

7. เหตุผลหนึ่งที่เขาคิดก็คือ “เพราะเราติดอยู่กับ Target Group เดิมๆ” ว่าสินค้าแบบนี้จะต้องยิงหาคนแบบนั้น [ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไม่ตรงตั้งแต่ต้นก็เป็นได้ด้วย] แต่พอ “ยิงมั่วแม่งเลย” กลับเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ [ที่เคยคิดว่าคงไม่ซื้อหรอก]

how-to-facebook-advert-boost-post-create-target-exclude-narrow-custom-lookalike-audience-blogger

8. และความจริงของความจริงก็คือ “โอกาส” มันมีเพิ่ม, จากคนเห็น 10000 คนกลายเป็น 50000 คน !

9. แล้วเขาก็ค่อยกลับมา “กรอง” โดยเริ่มจาก “ศูนย์” อีกที, เหมือนวันที่เริ่มรู้จัก Facebook Ad ใหม่ๆ

10. ด้วยการกำหนดเพศ / อายุและ Location

[Location จำเป็นสำหรับสินค้าบางอย่างเช่นถ้าเราเปิดร้านอาหารในเชียงใหม่ก็คงไม่อยากยิงไปถึงสุไหงโกลก]

11. แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เขาค้นพบก็คือ “ข้อความสั้นๆ” หรือ “Caption” เพียงสองสามประโยคที่ยิงติดไปกับ Ad โฆษณาต่างหากที่มีผลมากในการ “คัดคน”, ใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่า “สินค้านี้ไม่เกี่ยวกับตน” ก็จะไม่ติดต่อกลับมาและก็เท่านั้นเอง

12. แน่นอน, จำนวนคนที่ทักมาโดยไม่ซื้อ [อาจเป็นแวนซ์เป็นเกรียนที่กดมั่วๆ] มันก็เยอะขึ้นบ้าง

13. แต่แลกกับยอดขายที่เพิ่ม 300%, เขา Okay !

    starbucks-2019-thai-planner-how-to-be-blogger-million-tax-seminar-course-online

ผมลองทำบ้างและพบว่ามันได้ผลจริง, สิ่งที่มี “พลัง” มากกว่าการอัดงบโฆษณาบน Facebook ตอนนี้คือ “การคิด Caption สั้นๆ ที่มันโดนจังๆ” ถึงขั้น “ดึงคนที่พร้อมจะเป็นลูกค้าให้จ่ายตังค์ทันที” และ “ทำให้คนที่ยังไม่ใช่ลูกค้ายังต้อง Click เข้ามาดู”

กับ Tricks อีก 2 อันที่ผมว่าจะสรุปไปเล่าในสัมมนา How to be Blogger ด้วยครับ