- CookieCoffee -

~ No.1 Thailand Blog Diary ~

ทำไมถึงคิดว่า Bill Gates & Steve Jobs เรียนไม่จบกันละ ?

Bill Gates ลาออกจาก Harvard ตอนอายุ 19, ดังนั้น มาขายตรงกันเถอะค่า ~

สามทุ่มเมื่อวาน, ผมนั่งปั่นงานตัวกลมอยู่ Starbucks ทองหล่อ เป็นโต๊ะเดียวที่วาง Laptop [จริงๆ แอบเล่น Facebook :P] ล้อมด้วยคนประมาณ 20 คนที่นั่งฟังเรื่องขายตรงของ Amw..y

และอาเจ๊คนนึงที่อยู่ตรงกลางก็พูดถึง Gates, ชวนเชื่อ

ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่บางคนก็ชอบยกเรื่องของ Gates & Steve Jobs เป็นตัวอย่างของการเรียนไม่จบ

อาจจะแปลกที่ผมนะ, คือผมไม่เคยคิดว่า Gates เรียนไม่จบ แต่เค้าเรียนจบก่อนที่เค้าจะเข้ามหา’ลัยมากกว่า

คือ Gates รู้ดีว่ามหา’ลัยไม่มีอะไรจะสอนเค้าอีกแล้ว เค้าเรียนจบแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่เค้าจะเข้า Lecture ต่อใน Harvard อีก, ผมคิดว่างั้น ~

ความต่างของการเรียนจบก่อนจะเริ่มกับการเรียนไม่จบ ผมว่ามันอยู่ที่จริงๆ แล้ว Gates สามารถเรียนจบได้สบายๆ แต่ Harvard มันเล็กและง่ายเกินไป จนไม่รู้จะเสียเวลากับมันทำไมเท่านั้นเอง

ตอนปี 4 ผมมี Ajarn [อาจารย์ฝรั่ง เราเรียกว่า Ajarn, ไม่รู้ใครเริ่ม - -*] ชาว USA คนนึง ทำผมประทับใจมากๆ คือตอนปี 4 เนี่ย ผมไปรับ Project ของบริษัทมือถือแห่งนึง ตอนนั้น Income ผมตกเดือนละ 5xxxx บาท ถือว่าเยอะมากสำหรับเด็กปี 4 แถมยังได้ลงหนังสือ A Day เรื่องนี้อีก :)

ทำให้ผมตัวพองฟู่่ๆ เลยครับ [นึกภาพแมวตัวอ้วนๆ พองขน - -+]

ผมเข้าเรียนแต่ละวิชาไม่ถึง 20% แน่นอนว่าโดนตัดสิทธิสอบเพียบ

แต่ Ajarn ฝรั่งคนนี้ เค้าเรียกผมเข้าไปคุยว่าทำไมผมถึงขาดเรียนเค้าเยอะขนาดนั้น ?

ผมบอกเค้าว่าผมติด Meeting บ่อย เพราะ Project งานที่ผมทำมันใหญ่ และก็บอก Income ต่อเดือนเค้าไป,

Ajarn แกดีใจครับ

 แกบอกว่าเด็กมหา’ลัยเรียนเพื่อหางาน ในเมื่อผมหางานได้ตั้งแต่ยังไม่จบมหา’ลัย, เค้าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องดึงผมไว้ !

ผมเลยเป็นนักศึกษาคนเดียวในชั้นปีที่ได้ยกเว้น ไม่ต้องเข้าเรียน Class แก แค่ Mid Term & Final ก็พอ และ Ajarn แกก็ตัดเกรดผมออกมาได้… B หรือ B+ ไม่แน่ใจ ส่วนวิชาอาจารย์ไทย,… F ไป 4 ตัวครับ ^^”

 หลังลาออก, Gates ก็สร้าง Microsoft ขึ้นมา

 เรื่องของผมเป็นแค่เรื่องเล็กๆ นะครับถ้าเทียบกับ Gates แต่คงเพราะแบบนี้ ผมเลยไม่เคยคิดว่า Gates เรียนไม่จบ

ผมเรียนจบมหา’ลัยตอนปี 3 ส่วน Gates จบตอนปี 0 [Hmm... - -*]

และผมคิดว่า “ขนาด Bill Gates ยังเรียนไม่จบเลย” นั้น ไม่ใช่ข้ออ้างในการออกจากระบบการศึกษาของเด็กไทยหรือเป็น Intro ของการเริ่มต้นขายตรงแบบขายฝัน ยกเว้นแต่คุณจะเก่งเท่า Gates ก็อีกเรื่อง

 

ป้ายกำกับ:, , , , ,

Posted in Cookie's Office ;) 1 year, 6 months ago at 04:10.

36 comments

36 Replies

  1. Steve Jobs เค้าก็ดรอปเรียนจากมหา’ลัย Reed เพราะค่าเทอมมันแพง แล้วก็ไม่ชอบวิชาบังคับของมหา’ลัยครับ

    เค้ามีพูดถึงเรื่องของเค้าสมัยดรอปเรียนในงานปัจฉิมนิเทศน์ของ Stanford ด้วยครับ ใครสนใจลองไปหาดูได้จาก iTuneU ดูนะครับ

    ~ 04:26:56

  2. ผมว่าเรื่องที่ชอบอ้างกันว่า Gates และ Jobs เค้ายังเรียนไม่จบเลย มันเป็นแค่ข้ออ้างของคนขี้เกียจน่ะครับ

    ถ้าคนที่พูดเค้าไม่เรียน แล้วประสบความสำเร็จเท่าๆกับ 2 คนนี้ ผมว่าแบบนั้นถึงเหมาะที่จะพูดมากกว่าครับ

    ~ 04:31:00

  3. ผมคิดว่าการขี้เกียจเนี่ยเป็นสิทธิพิเศษของคนฉลาด

    คือคนฉลาดจะหาทางทำงานยากๆ ให้ง่ายที่สุด, คือขี้เกียจ

    ส่วนคนโง่นั้น ทางที่จะประสบความสำเร็จได้คือต้องขยันครับ

    แต่ปัญหาคือผมเป็นคนโง่ที่ขี้เกียจ 555+

    XD

    ~ 04:35:26

  4. คุณคุ๊กกี้นอนแต่เช้าเลยนะครับ ^^

    ~ 08:14:06

  5. คนที่จะทำแบบนี้ได้ควรจะเริ่มจากทำตัวให้ได้แบบนี้ก่อนครับ

    - เข้า Harvard ให้ได้ก่อน
    - ทำผลงานในขณะเรียน Harvard ให้มีรายได้แบบนี้ก่อน

    ทำให้ได้แล้วค่อยลาออกก็ไม่สายเกินไปครับ

    ~ 08:41:57

  6. Bill Gates เค้าเรียนไม่จบแต่ก็เข้า Harvard ได้นี่เนอะ ส่วนไอ้ที่อ้างหนะ อยู่ตรงไหนคร้าบบ (ไม่ได้แบ่งชนชั้นทางการศึกษานะครับ โปรดอย่าเข้าใจผิด)

    อาจารย์ ผมเนียกว่า อาจารย์นะ แต่ผมเขียนชื่อท่านว่า Aj. (เอ๊ะเรามีเครื่องเล่นดีวีดีเป็นผู้สอนสั่งหรอเนี่ย – -” )

    ~ 09:00:47

  7. อันดับแรกในแง่ของการพูดถึงNetwork Marketing (หรือใครจะเรียกขายตรงก็ตามแต่ เพราะคนจำนวนมากในประเทศไทยทำให้ธุรกิจนี้กลายเป็นเรื่องของขายตรงไปซะหมด ทั้ง ๆที่ขายตรงพันธุ์แท้ อย่าง Avon MissTeen กลับไม่มีใครพูดถึง)
    ตรงนี้เรียนก่อนว่า ธุรกิจนี้อยู่ด้วยแรงบรรดาลใจ และความฝันครับ ในฐานะคนในธุรกิจ Network ผมอยากจะร่วมแชร์อย่างนี้ครับว่า ในแง่ของการสร้างธุรกิจคนเราย่อมต้องมีแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างจริงมั้ยครับ? Gates เองก็เป็นแรงบันดาลใจ การที่พูดถึงเรื่องการไม่จบมหาลัย คงไม่ได้หมายความว่าให้ใครบางคนลาออกจากการเรียน มหาลัยเพื่อมาทำ Am.. ให้สำเร็จ แต่มันเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจ

    ทำไมเราถึงพูดถึง Herry Ford , Gates หรือใครหลาย ๆคนเพราะเขาเหล่านี้แรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆคนเดินหน้าต่อไปได้ครับ เป็นตัวอย่างให้เราก้าวตาม ไม่ใช่เพราะเขาเรียนไม่จบ แต่เพราะเขาประสบความสำเร็จด้วยแนวคิดที่แตกต่าง

    ผมเองก็ยอมรับโดยตรง ๆว่าผมทำธุรกิจเครือข่าย ผมมีรายได้จากธุรกิจนี้เกินหลัก 5xxxx ตั้งแต่ยังไม่ 20 ด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ก็ยังคงทำอยู่ หลายคนบอกว่าธุรกิจนี้ขายฝัน เพ้อเจ้อ ลม ๆแล้ง ๆ ผมก็ไม่เถียงหรอกครับว่าเราขายฝัน ประเด็นคือเราขายฝัน แล้วมีคนซื้อมัน แล้วได้ฝันนั้นไป ก็เป็นเรื่องดีจริงมั้ยครับ? หลายคนเลือกที่จะทิ้งฝัน ยอมแพ้ แล้วก็ใช้ชีวิตแบบเดิม ๆตลอดไป ผมว่าน่าสงสารกว่าคนที่กำลังพยายามไล่ตามฝันตัวเองอยู่ซะอีก

    ~ 09:12:43

  8. ทำไมคนทำขายตรงที่ผมเคยคุยต้องดูถูกคนไม่ทำว่าไร้ฝัน ไม่ตามฝัน ชีวิตเดิมๆนะครับ ฝันมีหลายแบบ รายได้ไม่ใช่ฝัน
    เคยมีระดับมงกุฏยมทูต มาถามผมว่าชีวิตนี้เคยจับธุระกิจพันล้านใหม มาสิมาจับกับเรา อย่าทิ้งความฝัน ตรงนี้ละครับมันทำให้ผมรู้สึกแย่ๆ
    มันดู เหมือนทำเราให้ต่ำต้อย แล้วค่อยยก มันดูล้างสมองกันดีจัง
    แต่ผมไม่ทำนะครับเพราะตอบท่านไปว่า ผมพอใจกับที่จับร้อยล้านอยู่ตอนนี้แล้วครับ.
    “เราไม่ได้ซื้อมาและขายไป. แต่เราผลิตมันขึ้นมา”

    ~ 09:38:21

  9. เพิ่งเห็นว่า Blog เขียนตอน ตี4 นั่นเพิ่งตื่น หรือเพิ่งนอน =w=

    ~ 09:48:38

  10. panasnan.s ต.ค. 29th 2010

    กด like 1 ฉึก

    ~ 09:54:45

  11. DemonNighT ต.ค. 29th 2010

    เพราะ Bill Gate กับ Steve Jobs เขามีแนวทางชีวิตและความคิดของเขา
    เหมือนเรียนมหวิทยาาลัยบางวิชาก็ไม่ได้ใช้ในสายอาชีพที่ตัวเองต้องการเข้าคณะนั้นๆ ด้วยซ้ำ

    ผมเป็นคนหนึ่งที่โดดเรียนแทบทุกวิชาเลยมั้ง ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพราะผมคิดว่าผมสามารถอ่านมันเองจากหนังสือข้างนอกหรือหาข้อมูลการ google แล้วเข้าไปสอบโดยคะแนนรายวิชานั้นที่ผมโดดไม่ต่ำกว่า B

    และอาจารย์เขาก็ไม่ได้เรียกตัวผมเข้าไปพบ ว่าทำไมถึงไม่เข้าเรียนรายวิชาของเขา เพราะคะแนนสอบน่าจะเป็นตัวบอกอยู่แล้วว่าผมขวนขวายในสิ่งที่ผมชอบ ต่อให้ไม่เข้าเรียนก็ตาม

    เลยทำให้มองตาทั้งสองคนนี้ (Bill Gate กับ Steve Jobs) เขาคงมองว่ามหาวิทยาลัยไม่ให้อะไรที่เขาอยากจะรู้มากกว่านี้ หรือมากกว่าที่เขาต้องการ
    แต่เท่าที่ผมมองนะ คนที่ทำงานส่วนใหญ่ที่จบมหาวิทยาลัยส่วนมากเป็นพนักงานเงินเดือน มากกว่าเป็นเ้จ้าของกิจการ ^^

    ~ 10:02:22

  12. อืม….สาระล้วนๆ อยากให้ผู้ใหญ่ทางการศึกษามานั่งอ่านจัง ดีกว่าไปจ้างพวก ด๊อกฯ มาเป็นที่ปรึกษาแล้วไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นเล๊ยยยยยย

    ~ 10:07:02

  13. จ้างไค ใคร หรอท่านเจี๊ยบ เป็นผมรึเปล่า อิอิ (สาระไม่มี ปัญญาไม่เกิด แล้วเค้าจะจ้างเอ็งไปทำปุ๋ยหรออออ)

    ~ 10:20:50

  14. มุมมองฝรั่งเขาไม่เหมือนคนไทยนี่ คุณภาพคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับวุฒิการศึกษา ถ้าคุณมีความสามารถเขาก็ยอมรับ ทุกอาชีพเขาก็ไม่ได้มองว่าด้อยกว่าสูงกว่าเพราะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน (ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทไม่มีแม่บ้าน ผู้บริหารจะขัดส้วมเองได้ใหม) อย่าไปมองว่าใครเรียนจบไม่จบแล้วประสบความสำเร็จ ควรดูบริบททางสังคมของเขามากกว่า

    ~ 10:37:23

  15. AFT3RNOON ต.ค. 29th 2010

    ลึกซึ้งมากครับ T T

    ~ 10:41:31

  16. pucoolxmas ต.ค. 29th 2010

    กำเนิด F4 มาจาก cookiecoffee นี่เองครับ 555 ^_^

    ผมเคยได้ F เยอะเหมือนกันครับแต่จำไม่ได้ว่ากี่ตัว 555

    คุณ cookie สบายดีนะครับ ^_^

    ~ 10:41:35

  17. DigitalNext ต.ค. 29th 2010

    แล้วเรื่องการเรียนของคุณ Cookie ตอนนี้เป็นไงบ้างอ่ะครับ

    ~ 10:50:58

  18. โดนใจอย่างแรงเลยอันนี้ เพื่อนๆผมเคยคุยกันเล่นๆว่า ถ้าคิดว่าจะไม่ได้ใช้โปรแกรมไหนจะลงให้มันรกแล้วก็เปลืองพื้นที่ทำไม บางวิชาที่เรียนมานี่ผมอยากจ้างให้อาจารย์มาช่วยลบทิ้งเลยแห่ะๆ มีแซวอาจารย์เล่นๆกันว่า วันก่อนโดนตำรวจตรวจเขาให้ลงจากรถคนแรกให้ร้องเพลงชาติ คนที่ 2ให้ร้องเพลงลอยกระทง ส่วนผมให้ท่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน อาจารย์บอกว่าเห็นไหมวิชาที่ครูสอนได้ใช้จริงๆ ผมก็ตอบไปทันใดว่าอาจารย์คิดว่ามันเรื่องจริงเหรอที่ผมเล่าเนียะ -*-

    บางวิชาสำหรับบางคนผมว่ามันไม่จำเป็นนะให้เรียนพอรู้ก็น่าจะพอไม่ไช่เอาเป็นเอาตายซะขนาดนั้น ถึงตอนนี้วิชาที่หน่วยกิจสูงๆวิชาบังคับทั้งหลายแทบจะไม่มีความหมายกับผม ส่วนวิชาที่ใช้กากินจริงๆกลับแทบไม่มีเรียน

    ผมอิจฉาคุณคุกกี้ที่มีอาจารย์แบบที่เล่ามามากๆครับถ้าผมได้เจออาจารย์แบบนี้ซักครั้งในชีวิตผมคงเป็นคนที่โชคดีมากๆ แต่ที่ผมเจอกลับเป็นพวกที่บอกว่าเรียนแค่นี้ทำไม่ได้แล้วจะไปทำมาหากินอะไร -*- แต่ถ้าเราเกิดในเมืองไทยแล้วอยากได้งานดีๆ อยากเรียนที่ดีๆมันก็ต้องทำแต้มทุกวิชานั่นแหละครับต้องทำใจ

    ~ 11:15:34

  19. คุณคุ้กกี้ทำอะไรยังไงเหรอครับตอนปีสี่ ได้เยอะขนาดนั้น ผมปีสี่นั่งเขียนเเต่โปรเเกรมได้เดือนไม่กี่พัน T^T อยากเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวผูกคอตัวเองจริงๆ

    ~ 11:17:59

  20. alone_in_the_dark ต.ค. 29th 2010

    เจ้าของธุรกิจหลายคน รวมไปถึงบุคคลสำคัญที่สร้างสิ่งต่างๆในโลก ทั้งด้านบันเทิง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ใช่ครับ พวกเขาทั้งหลาย มักจะเรียนไม่จบ จบช้า หรือจบไม่ตรงสาย

    มันเกิดขึ้นได้ เพราะขนาดที่พวกเขาเรียน พวกเขารู้แล้วว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็น เขาจึงเลือกที่จะเดินออกมาจากระบบการศึกษา

    ในขณะที่หลายคนที่ทำเหมือนเขา แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะมันคือสิ่งท้าทายที่จะเดินออกไป มันก็คือการลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งแน่นอน ย่อมมีขาดทุน กำไร กระทั่งบางคนถึงกับทำชีวิตล้มละลายไปเลยก็มี

    แต่ก็เช่นกัน หลังจากที่พวกเขาก้าวออกมา และเริ่มทำคอมเครื่องแรกจนสำเร็จแล้ว มันกลายมาเป็น Windows 7 หรือไอโฟน 4 อย่างทุกวันนี้ได้ยังไง

    เขาคือนักประดิษฐ์ ผู้ริเริ่ม โดยอาศัยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักพัฒนาในแผนก R&D วิจัย และอาศัยแรงมนุษย์เงินเดือน ในการผลิต และจัดการ

    พวกเขา เดินออกมาจากระบบการศึกษา เพื่อเป็น ผู้ริเริ่มครับ

    ส่วนพี่คุ้กกี้เอง เดินออกมาจากระบบการศึกษา เพราะการที่เขา ประสบความสำเร็จแล้ว จนไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในระบบการศึกษาอีก

    และพวกคุณทั้งหลายที่อยู่ในธุรกิจขายตรง แล้วเอาเขามาอ้าง มันถูกไหมครับ พวกคุณเป็นผู้ริเริ่มรึเปล่า หรือพวกคุณสำเร็จแล้วจริงรึเปล่า สิ่งที่พี่คุ้กกี้เขาทำ คือ”เดือนละ 5xxxx บาท และเป็นงานมั่นคงนะครับ” เขาทำแล้วรู้ จึงเลือกจะเดินออกนะครับ อย่าขายฝันด้วยวิธีแบบนี้นะครับ เพราะมันไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินแบบนี้ได้ ให้เขาค้นหา แล้วเจอเอง ไม่งั้น คุณจะกลายเป็นคนบาป

    อีกอย่าง ถ้าวันนึง สิ่งที่คุณว่าสำเร็จ เกิดพังลง ไม่เหลืออะไร คุณจะทำยังไง
    ถ้าคุณจะไม่ยอมเป็นมนุษย์เงินเดือนไปก่อน

    ถึงเวลานั้น ระหว่าง “ปริญญา” กับ “มัธยม” คุณว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบไหน จะหล่อเลี้ยงชีวิตคุณได้ดีกว่ากันครับ

    อย่าใช้ความสำเร็จของคนเหล่านี้ มาสร้างแรงบันดาลใจผิดๆ จนกลายเป็นการหลอกล่อเลยนะครับ ผมไม่เกลียดธุรกิจเหล่านี้ แต่ผมเกลียดการนำมาทำแบบผิดๆ เพียงเพื่อหลอกล่อคนให้เข้ามาร่วมแบบนี้

    และก็เช่นกัน ผมก็ยังอยากให้ทางพี่คุ้กกี้ มีวุฒิเก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด นะครับ^^

    ~ 11:37:11

  21. Changthai ต.ค. 29th 2010

    หา Mars ที่คุณคุกกี้ลงไม่เจอเลย อยากอ่าน ช่วยลงให้ดูซัก Blog ได้ไหมครับ (V-__-)

    ~ 12:18:54

  22. อ่านหลายๆ blog ของคุณคุ๊กกี้แล้ว ทำให้นึกถึง แนวคิดที่แตกต่างของคนแต่ละชาติเลยครับ

    ~ 12:27:19

  23. Totally Agree ต.ค. 29th 2010

    คิดเหมือนผมเลยครับ

    คนที่เรียนไม่จบแล้วรวย
    มัน
    หนึ่งในหมื่นหรือในล้านดีละ

    คนที่ยกเรื่องนี้มาพูด
    เค้าไม่ได้กล่าวถึงตรงนี้หรอก
    555

    ~ 13:11:38

  24. owner-duck ต.ค. 29th 2010

    นี่แหละคือปัญหาของคนไทย เราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน
    เราสอนเด็กให้กลัว และใช้ชีวิตแบบเซฟๆ ตามแผนสังคมว่าดี
    เราไม่เปิดใจ ชอบชี้ผิดถูก ทำให้เด็กกลัวไม่กล้าคิด กล้าถาม
    เพราะฝังใจมาแต่เด็กว่าเด๋วผิดจะถูกด่า

    เพราะการศึกษา การอบรมณ์เรายังเป็นอย่างนี้ คนที่แม้จะจบมหาลัย
    ก็ยังไม่อาจจะจบการศึกษาได้ยังมีอยู่เยอะ
    แค่ใช้ชีวิตไปตามที่พ่อแม่บอกว่าดี คนอื่นว่าดี ปลอดภัย

    เราว่าคนที่จะจบการศึกษาได้ด้วยตัวเอง ต้องมีความฝัน ความกล้าบ้าบิ่น
    พอสมควรเลยหละ ที่สำคัญคือมุ่งมั่น และมีใจที่อยากจะทำ หรือรักมันหละมั๊ง
    ความคิดสร้างสรรค์นี่ก็เป็นตัวแปรสำคัญ

    เรานับถือคนสมัยก่อน อย่างบ้านเราเป็นคนจีน สมัยข้ามน้ำข้ามทะเลมาไทย
    ต้องสู้ ทำงานหนัก มีความฝัน มุ่งมั่น สุดท้ายก็สร้างเนื่อสร้างตัว
    มีธุระกิจเป็นของตัวเอง นี่แทบจะเป็นแบบแผนของชีวิตคนจีนในสมัยก่อนเลยก็ว่าได้

    แต่พอมารุ่นลูกรุ่นหลาน ก็สบายจนเคยตัว แรงขับมันไม่ได้มีอย่างคนสมัยเก่า

    ~ 16:01:05

  25. อ่านจบแล้วกลับไปดูรูปสุดท้าย

    แอบคิดว่าที่พี่คุ้กกี้จะสื่อ คงเป็นรูปสุดท้ายด้วย :))

    ~ 16:14:46

  26. เดี๋ยวนี้เค้าใช้ มุขนี้กันแล้วเหรอครับ
    เอา Gate มาอ้างว่า เป็นแรงบันดาลใจ อยากรู้จังว่าเป็นแรงบันดาลใจแบบใหน
    และเกี่ยวอะไรกับธุรกิจ Network marketing ครับ ถ้า 2 คนนี้ไม่รวยจะเอามาเป็นแรงบันดาลใจมั้ยครับ ผมว่าจุดประสงค์ไม่ได้ต้องการเอามาเป็นตัวอย่างเรื่องเรียนไม่จบหรอก แต่ต้องการชี้ให้เห็นความ รวยมากกว่าหรือเปล่าครับ มันขายฝันง่ายดีไง ผมอาจจะ มองโลกแคบไป ถ้าผิดพลาดขออภัย
    ธุรกิจนี้คนประสบความสำเร็จมีครับไม่เถียงนะ แต่แบบใหนมากกว่าครับ ที่เห็นทำกันคือให้ไปขายของให้ ญาติๆ หลอกเด็ก ให้ไปขายพ่อแม่พี่น้อง แบบนี้ถูกหรือครับ เพราะสินค้าราคาแพงกว่าท้องตลาดเยอะเหลือเกิน

    ~ 17:25:06

  27. เคยมีคนมาพรีเซ็นต์ เรื่องยาสีฟันวิเศษ ว่าไม่มีแป้งโดยใช้ ไอโอดีน หยดลงไป (เรียก ไอโอดีน ป่าวไม่รู้ ลืมไปแล้ว) ปรากฎว่า ของเค้าไม่เปลี่ยนสีครับ แต่ยี่ห้ออื่นเปลี่ยนเป็น สีม่วง O-O อู้หูตื่นเต้นจัง แต่ผมถามเค้ากลับไปว่า ผมใช้ไอ้ยี่ห้อที่มีแป้งมาทั้งชีวิต ฟันก็ไม่ผุนะครับ ทำไมผมถึงต้องซื้อไอ้ที่ไม่มีแป้งแต่ราคาแพงกว่า 4 เท่าด้วย คำตอบคือ…..เงียบ
    เครื่องกรองน้ำเหมือนกัน ผมกินน้ำต้มทั้งบ้าน ก็ไม่เห็นมีใครเป็นนิ่วนี่ครับ ทุกคนสุขภาพแข็งแรง ทำไมต้องซื้อเครื่องกรองน้ำ แบบ Super ราคา 2 หมื่น พร้อมไส้กรองราคา 5 พันด้วยอะ คำตอบคือ……เงียบ
    ที่เงียบเพราะคน present โดน train มาแค่นี้
    สงสัยผมคงไม่ใช่ Target ของเค้าแล้วล่ะ

    ~ 17:31:29

  28. โอ้ พี่คุ้กกี้มีพรสวรรค์นะเนี่ย มิน่าเขียนบล็อคคนเดียวได้ขนาดนี้

    ~ 17:39:02

  29. ผมว่าคนเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยแล้วประสบความสำเร็จรวยแบบสองคนนี้มัน 1 ใน ล้าน เช่น คุณตัน โออิชิ
    แต่ถ้าเรียนจบ โอกาสประสบความสำเร็จมันจะมากขึ้นแต่ไม่รู้เท่าไหร่ 1 ใน 5แสน มั๊ง
    ส่วน Multi-level Marketing มันก็เป็นวิธีขายของอย่างนึง แต่ที่ผมไม่ชอบคือเอาความโลภของคนมาเป็นเครื่องมือ ตัวอย่างคือ ทุกคนที่มาชวนจะบอกว่า พอมี downline มากๆ ไม่ต้องทำงานก็จะมีรายได้เดือนเป็นแสน เช่นคุณ……แต่ก่อนตกงาน ตอนนี้ทำมา 3ปี มีรายได้ 1แสนต่อเดือน คนฟังทุกคนร้อยละ 99 ตาโต เพราะความโลภมันอยู่ในใจคนทุกคน
    ปล.พิมพ์ยาวสุดตั้งแต่ติดตาม blog นี้มาเลย

    ~ 17:52:18

  30. อ้าวตายแล้วผมกลายเป็นคนผิดไปแล้วใช่มั้ยครับเนี่ย

    ผมเองไม่รู้หรอกนะครับว่าทำไมอาเจ๊ Am.. ที่คุณคุกกี้พูดถึง ถึงพูดถึง Gates เพราะปกติแล้วผมไม่อ้างถึงบุคคลนอกวงการแน่นอน เพราะไม่เกี่ยวกันอย่างที่ท่าน ๆบอก

    สิ่งนึงที่ต้องยอมรับล่ะครับว่า ในวงการเครือข่าย ไทย มักสอนกันผิด ๆ ทำกันผิด ๆ คนส่วนใหญ่เลยมองกันผิด ๆ

    ~ 19:36:29

  31. ๑ การศึกษาในปัจจุบันเป็นการลงทุนครับ การเลือกขั้นแรกมาจากวุฒิก่อน เพราะ อย่างนั้นก็เหมือนในคอมเม้นข้างต้นครับ คือ จะมีประสบความสำเร็จเหมือน gate ซักกี่คน
    ๒ การประสบความสำเร็จอย่างน้อยก็ต้องมี (สมัยเรียนเด็กๆ) ศรัท
    ธา วิริยะ จิตตะ วิมังสา ใช้มั้ยครับ คือ ทั้ง บิลล์ และจอบบ ก็มีทั้งสี่ตัวนี้เหมือนกัน
    ๓ Amway ก็คือการขายของครับตรงไปตรงมา ซื้อของมาจ่ายเงินไป ผมก็เคยทำมาก่อน การใช้ความฝันมาขายให้ก่อน ทำให้ลืมความจริงข้อนี้ไปครับ นอกจากนี้ การทำงานคือการลงแรงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนครับ การบอกว่าจะมีชึวิตที่สบาย ไปตลอดโดยไม่ต้องทำงานอีก มันเป็นการสร้างค่าความจริงที่ไม่ควรใช้ครับถ้ายังต้องมีการพัฒนาต่อ
    ๔ เด็กๆที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยสมัยนี้ ก็จะเด็กกว่าสมัยก่อนมาก(เฉลี่ยครับ ไม่ใช่้เหมารวม) เอาแบบง่ายๆเมื่อก่อนนักศัึกษามีพลังแค่ไหน แล้วเดี๋ยวนี้เราเห็นอะไรบ้าง
    ปล ผมก็พิมพ์ยาวมากเหมือนกันครับ

    ~ 19:39:59

  32. ยังไง การศึกษาก็ยังจำเป็นครับ ถ้าทุกคนไม่เรียนแล้วออกไปทำงานหมดจะเป็นยังไงครับ เรากันไว้สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษดีกว่าครับ เพราะท่านเหล่านี้รู้เป้าหมายชีวิตตัวเองดี ถ้าเรามั่้นใจขนาดนั้น เราก็ลาออกไม่ต้องเรียนได้ ครับ

    สมัยนี้ internet ช่วยให้เรียนได้ด้วยตัวเองทั้งหมดครับ แล้วถ้าถามว่าเอาอาจารย์ไว้ทำอะไร ก็คงเอามาช่้วยประคับประคองเบื้องต้นมั้งครับ พอแข็งแรงก็ไปเองเลย

    สมัยก่อนว่าครูเป็นเรือจ้างนะครับ พอข้ามฟากแล้วก็ไปต่อ แต่้ถ้าไม่มีเรื่อตั้งแต่ต้น เราก็ต้องต่อเรือ เองหรือว่ายข้ามเอง ครับ

    บางครั้งสิ่งที่อาจารย์สอนมันก็เป็น concept ในการคิดและวิเคราะห์นะครับ ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือเป็นการลงทุนเอาวุฒิมาทำงานก็แล้วกันครับ

    ~ 19:54:33

  33. เด็กรักมือถือ ต.ค. 29th 2010

    เวลาเรียนไม่ถึง 20%…จริงดิ o_O!!!

    ~ 21:01:11

  34. เปล่ง ต.ค. 30th 2010

    เอ้า Cookie เรียนจบปี 3 ได้ไงอ่ะ ไหนบอกว่าติด F อิอิๆๆ

    ~ 05:30:11

  35. ข้าน้อยขอคารวะคุณคุกกี้ ด้วย asahi 1 กระป๋อง ^^

    ~ 10:19:26

  36. ผมเชื่อว่า งานใด ๆ ล้วนจำเป็นต้องใช้
    ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ทำ
    วิริยะ มีความเพียรในสิ่งที่เชื่อ
    จิตตะ มุ่งมั่นกับความเพียรนั้น
    วิมังสา หาทางปรับปรุงแก้ไขให้ ศรัทธา วิริยะ และจิตตะันั้น บรรลุผล

    ถามคุณคุ๊กกี้ ใช้สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม๊ครับ
    และคนอื่นทำเช่นเดียวกันไม๊ครับ

    ส่วนรูปแบบการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ หรืออื่นใด ขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละบุุคคล ชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน และมีปัญญาไต่ตรองกับคำบอกเล่า(คำลวง) มากน้อยแค่ไหน เพราะสุดท้ายความสำเร็จแบบบิลเก็ตส์ หรือความสำเร็จแบบท่านพุทธทาสก็ตาม หรือความสำเร็จที่ไม่ทำสิ่งใดเลย
    ทุกอย่างล้วน ขึ้นอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น

    ~ 14:38:14