Special : สมัครบัตร Amex วันนี้ฟรีตั๋วชั้นธุรกิจสู่ญี่ปุ่น 4 ใบ ! > "Click"

--------------------------

“75000 USD. The lower a person’s income falls below that benchmark, the unhappier he feels but no matter how much more than 75000 USD people make, they don’t report any greater degree of happiness”

เป็นงานวิจัยของ Angus Deaton & Daniel Kahneman, เจ้าของรางวัล Nobel ด้านเศรษฐศาสตร์

ผลสำรวจประชากร American, พบว่า “ฐานรายได้แห่งความสุข” อยู่ที่ 2650000 บาทต่อปี [220000 บาทต่อเดือน]

ที่น่าสนใจคือ “ยิ่งเงินเดือนต่ำกว่า 220000 บาทเท่าไร, ก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น”

แต่เมื่อใดที่ “ต่อให้เงินเดือนเกิน 220000 บาทแค่ไหน, เราก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นแล้ว !”

sanya-irohagai-tokyo-hidden-secret-slum-homeless-old-japan-prostitution-loser

เดือนก่อน, มีอยู่คืนที่ผมไปนั่งดื่มร้านประจำแถวทองหล่อกับสาว Bank สีเขียวที่เรียนจบโทฯ ด้าน MBA มาจากเมกาฯ และไปๆ มาๆ เราก็คุยกันเรื่องเงินเดือน & ค่าครองชีพของคนกรุงเทพฯ ว่า “ต้องเท่าไรถึงจะพอสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ?”

และเธอก็ยก Research เรื่องนี้ขึ้นมาว่า “75000 USD ต่อปี”

ตัวเลขนี้ติดอยู่ในใจผมมาสักพักใหญ่, ทำไมต้อง 220000 บาทต่อเดือน ?

[ถ้าเป็นเมืองไทยอาจน้อยกว่านี้นิดหน่อยเพราะค่าครองชีพเราต่ำกว่า USA]

ผมเองเป็นคนหนึ่งซึ่งเชื่อว่า “เงินซื้อความสุขได้” หรืออย่างน้อย, เงินก็ทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ขั้นพื้นฐาน…

เหมือน Blog เก่าเรื่อง ทำไมคนไทยควรหยุดใช้ชีวิต Slow Life, ตราบใดที่เรายังมีพ่อแม่ซึ่งป่วยได้

อย่างเลวร้ายที่สุด, เงินก็ทำให้คนที่เรารักไม่ต้องนอนรอหมออยู่หน้าห้องอนาถา [และตายไปอย่างน่าสังเวช]

kronenbourg-blanc-beer-review-france-thailand-singha-pretty-sexy-girl-thonglor

ทำไมเงินเดือนต่ำกว่า 220000 บาทถึงมีแต่ความทุกข์ ?

“Researchers found that lower income did not cause sadness itself but made people feel more ground down by the problems they already had”, แม้ตัวรายได้ที่น้อยจะไม่ใช่ปัญหาแต่ภาระจะหนักขึ้น

เรื่องเล็กๆ จะกลับดูเป็นเรื่องใหญ่…

ตรงข้ามกับใครที่มีรายได้ต่อปีเกิน 75000 USD, “People would think money is not an issue”

หรือ “เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักอีกต่อไป”

แต่ที่น่าสนใจคือแม้จะมีอีกคนที่เงินเดือน 4 – 5 แสนบาทเข้ามา, ผลวิจัยกลับพบว่าเขาไม่ได้มีความสุขเพิ่ม…

มากไปกว่าคนที่เงินเดือนอยู่ในระดับ “มาตรฐานแห่งความสุข” ที่ราว 220000 บาทอยู่ดี

chipotle-mcdonalds-new-york-review-usa-menu-price-backpack-cheap-iphone-6s

ความสุขแบบไหนที่เราควรจ่ายเงินซื้อมา 

ดังนั้น, ถ้าจะกล่าวว่า “เงินซื้อความสุขได้”

มันก็คือความจริงในระดับที่ไม่เกิน 220000 บาทต่อเดือน

และอีกสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันทั้งสำหรับคนที่มีรายได้ถึงหรือไม่ถึง 75000 USD ต่อปี,

คือนักวิจัยพบว่า “การจ่ายเงินเพื่อซื้อประสบการณ์ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขยาวนานกว่าการซื้อสิ่งของ”

“Rather than buying the latest iPhone or a BMW, the Economist suggests you’ll get more happiness spending money on experiences like going to art exhibits / doing outdoor activities or traveling”

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป, เราจะเห็นมูลค่าในสิ่งของน้อยลงแต่มูลค่าของประสบการณ์กลับเพิ่มขึ้น !

bmw-welt-museum-munich-germany-review-maps-blue-sky-world-car

ทำไมการจ่ายเงินซื้อประสบการณ์มีค่ากว่าสิ่งของ ?

“But over time, people’s satisfaction with the things they bought went down,

whereas their satisfaction with experiences they spent money on went up”

[ซึ่งเรื่องนี้ส่วนตัวผมพบว่า “จริง” ยิ่งกว่าเรื่อง “เงินเดือน 220000 บาท” เสียอีก, ผมมี iPhone & BMW ที่เก่าและราคาลดลงทุกวันแต่ประสบการณ์การ Backpack แบกเป้ไป Russia หรือ Germany กลับมีค่ามากขึ้นและเล่าถึงได้ตลอดไป]

แต่ในมุมนี้, นักเศรษฐศาสตร์กลับมองว่าแปลก…

ทั้งที่วัตถุอย่าง iPhone & BMW น่าจะ “จับต้องได้ชั่วนิรันดร์” เมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็เลือนหาย

อาจเป็นเพราะว่า “ของใหม่” เหล่านั้นจะค่อยๆ กลายเป็น “ของเก่า” ที่เราชินในชีวิตประจำวัน [New normal] นั่นเอง

vladivostok-russia-japan-korea-trans-siberian-railways-trip-putin-sky

ผมเองได้ยินเป็นประจำว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” ซึ่งอาจจริง [รึเปล่าก็ไม่ทราบ] แต่สิ่งที่ผมชอบมากในงานวิจัยนี้ก็คือ “แล้วความสุขแบบไหนที่เราควรจะจ่าย” เพื่อให้มันอยู่ได้นานที่สุดและมันก็น่าสนใจตรงที่มีเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์วัดได้

แต่ถ้าคิดเทียบกับค่าครองชีพในไทย, คิดว่าตัวเลข 220000 บาทต่อเดือนควรจะอยู่ที่เท่าไรครับ :]