Special : สมัครบัตร Amex วันนี้ฟรีตั๋วชั้นธุรกิจสู่ญี่ปุ่น 4 ใบ ! > "Click"

--------------------------

“เริ่มเขียน Blog วันนี้หรือทำ Facebook [Fanpage] ดีกว่ากัน ?”

เป็นคำถามที่ได้ยินทุกครั้งเวลาเปิดสัมมนา “How to be a Blogger

เมื่อวานก็เช่นกัน, แต่ครั้งนี้มีคนถามถึงขั้นที่ว่า “Blogger อยู่ในขาลงแล้วรึเปล่า !” 

[ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก, ก่อนที่ผมจะเปิด Stat ให้ดูว่าคนเข้า Blog ผมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี]

แต่ถ้าว่ากันตามตรง, ผม “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” ว่า Facebook ทั้งแบบส่วนตัวทั้งแบบ Fanpage มีค่ามากในเชิงธุรกิจและมีสิทธิพารายได้รวมไปถึงนำ Sponsor จาก Brands ใหญ่ๆ เข้ามาอย่างง่ายๆ แต่มี 5 ข้อที่อยากจะ “ทัก” ไว้เล็กน้อย…

how-to-be-blogger-no-1-thailand-free-seminar-presentation-sponsor-stat-cookiecoffee

1. Facebook เปลี่ยน Algorithm บ่อยมาก !

คงเพราะในขณะที่สถานะของ Blog เสถียรแล้ว, Facebook ยังอยู่ระหว่างโตขึ้นเรื่อยๆ

จากยุคแรกๆ ที่ “Post อะไรขึ้นไป 100 ครั้งผู้อ่าน [Friends & Followers] ก็เห็นทั้ง 100 อัน” กลายเป็นยุคที่ “เห็น Post น้อยลงไปเรื่อยๆ [และยังคงจะน้อยลงไปอีก]” เพราะ Zuckerberg ต้องการให้เจ้าของ Fanpage จ่ายเงินซื้อ Ad โฆษณา

ปัจจุบัน, Post ส่วนใหญ่ที่ขึ้นๆ ไปใน Fanpage มีอัตราถูกเห็นไม่ถึง 0.8%

[แปลว่าโดยเฉลี่ย, ถ้ามี Followers รวม 1000 คนก็จะเห็นสิ่งที่เรา Post ราว 8 คน…]

ก็จริงที่ Guru ส่วนใหญ่บอกว่า “ถ้าทำ Content ให้น่าสนใจคนก็จะเห็นเพิ่มขึ้นเอง” 

แต่ในไทย, COntent ที่ว่ามักจะเน้นไปที่ Drama ซึ่งอาจไม่ได้มีค่าในการนำรายได้หรือ Sponsor เข้ามาเลยอยู่ดี

how-to-be-a-paid-blogger-thai-no-1-traffic-course-iphone-7s-vs-galaxy-s8-sponsor-macbook-japan

2. จากนี้ Facebook จะเน้นไปที่ Video

คืออีกเรื่องที่ผม “ทัก” ไว้ในสัมมนา How to be a Blogger เมื่อวาน, ว่าพักหลังๆ เราเริ่มเห็น Video ขึ้นมาบน Timeline มากขึ้นๆ จนอาจจะถึง “ครึ่งๆ” ซึ่งก็เพราะ Zuckerberg ปรับ “Algorithm” ให้คนเห็น Video ก่อนนั่นเอง

ง่ายๆ, ใครอยากให้เห็นคนเห็น Brand หรือสินค้าเรามากๆ ก็ต้องทำเป็น Video

แต่ตรงนี้นี่แลฯ, เพราะใช่ว่าทุกคน [โดยเฉพาะพวกที่วัย 3x ปีขึ้นไป] หรือ SMEs จะทำ Video กันได้ !

และถ้าใครสังเกตดีๆ พักหลังๆ ผมเริ่มเห็น “สื่อยุคเก่า” กลับมาดังใหม่บน Facebook กันอีกครั้ง

ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขามี Know How เดิมด้านการตัดต่อ Video, มี Production House หรือมี Connection

อีกสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ Fanpages ใหม่ๆ ที่ดังๆ พักหลังๆ นั้น, จำนวนมากคือคนในวงการสื่อและ Agency ลงมือเอง !

how-to-iphone-7-plus-red-black-change-plate-front-video-review-ios11-7s-8-limited-edition

3. Facebook มีเจ้าของเดียวคือ Zuckerberg, ไม่ใช่เรา

แปลง่ายๆ คือ “วันดีคืนดีอาจถูกแบน Fanpage เมื่อไรก็ได้” ด้วยเหตุผลที่อาจจะโง่มากๆ อย่างเช่น “คู่แข่งทางการค้ากด Report” และก็แน่นอน, การตัดสินใจว่าจะ “คืน Fanpage นั้นๆ ให้เราหรือไม่” ก็ขึ้นอยู่กับ Zuckerberg แต่เพียงผู้เดียว

ในขณะที่ Blog มีโครงสร้างคล้ายกับ Website, คือพื้นที่และชื่อ Domain Name เป็นของเราอย่างถาวร

กิจการใหญ่ๆ อาจไม่มีปัญหาเพราะเป็นเจ้าของชื่อสินค้าและชื่อ Brand อย่างเป็นทางการและมีฝ่ายกฏหมายดูแล

แต่ SMEs หรือ User ทั่วไปที่อยากดัง, มีความเสี่ยงตรงนี้ [ผมมักแนะนำว่าทำ FB ก็ดีแต่ “ทำคู่กัน” สองอย่างยิ่งดีกว่า]

และก็กลับไปข้อ 1, คือ Zuckerberg สามารถปรับเปลี่ยน Algorithm ใหม่ทุกวันได้ตามใจท่านฯ

ผู้ที่จะอยู่รอดบน Facebook ได้คือ “ต้องขยันเรียนรู้ไม่หยุด” จริงๆ ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่ SMEs หรือหลายๆ ท่านต้องการ

vertu-new-siganature-touch-2016-review-facebook-japan-girl-cookie-iphone-7-price-android

4. บางธุรกิจหรือบางสายไม่เหมาะกับ Facebook เลยจริงๆ

ผมพูดในงานสัมมนา How to be a Blogger ไปว่า “Facebook ยิงกราดแต่อาจไม่ถูกจดจำเลย”

เพราะครั้งหนึ่งเคยมีบริษัทประกันรายใหญ่ติดต่อมาเป็น Sponsor ผม, Product ที่เสนอมาคือ “ประกันการเดินทาง”

Marketer ของ Brand บอกว่า “ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้จะบินไปไหน, ยิง Facebook Ad ให้ตายเขาก็ไม่เห็น” 

แต่พอดีวันนั้น, ญี่ปุ่นเพิ่ง “เปิดประเทศ [ยกเลิกการใช้ Visa สำหรับคนไทย]”

และเขาก็ Googling มาเจอ Blog ผมด้วย Keyword คำว่า “เที่ยวญี่ปุ่น / เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง / เที่ยวญี่ปุ่นไม่ง้อทัวร์ / เที่ยวญี่ปุ่นราคาถูก / เที่ยวญี่ปุ่นง่ายๆ”, จึงเชื่อว่าคนที่ Googling เข้ามาอ่าน Blog นี้คือ “คนที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่นจริงๆ”

แทนที่จะยิง Ad โฆษณามั่วๆ บน Facebook, สู้ “ขายของ” ใน Blog ที่ “กลุ่มเป้าหมาย” มารวมกันไม่ดีกว่าหรือ ?

the-gate-kaminarimon-hotel-review-asakusa-tokyo-skytree-sensoji-japan-maps-macbook-fujitsu-pink

5. Facebook กว้างไป, ส่วน Blog คือคนที่อยากจ่ายเงินใจจะขาด 

ต่อเนื่องจากข้อ 4 เพราะ Blog มีโครงสร้างเหมือน Website, จึงเป็นมิตรกับ Google Search Engine มากกว่า Facebook [ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูหมายเลข 1 ของ Google Inc] และ Fanpage ก็เป็นเหมือน “ทะเล” ที่กว้างเกินไปสำหรับลูกค้า

ผมเคย Search หา “Starbucks Menu” แล้วเจอ Starbucks Thailand Fanpage

แต่หาอะไรในนั้นไม่เจอเลย, เพราะมัน “มั่ว” ไปหมดและ Facebook ก็มีลักษณะเหมือน “คลื่น” ที่ไหลไล่ไปเรื่อยๆ

Post ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาแต่หาอะไรเก่าๆ ที่ควรจะ “อยู่ตลอดไป” ไม่เจอสักอย่าง

ในแง่นี้, Blog จึงได้เปรียบกว่าเวลาที่ลูกค้าจะ “ค้น” หาสิ่งที่เขาต้องการหรือหา “คำตอบ” และ “Solution” ของชีวิต

หน้าที่ของเราคือ “ไปอยู่ตรงนั้นในวันที่เขาอยากจ่ายเงินใจจะขาด”, เหมือนหน้านี้ของผมที่มีคนเข้าต่อปีเกือบ 8 แสนครั้ง

cookiecoffee-blogger-2017-stat-best-blog-starbucks-menu-how-to-free-course-vs-facebook-business-no-1-thai

how-to-be-paid-blogger-no-1-thai-statcounter-seo-visitor-course-free-cookiecoffee-2017

ในสัมมนา How to be a Blogger เมื่อวาน, ผมเล่าละเอียดกว่านี้และมีการยก Case Study เยอะมาก

ทีแรกก็มีคนที่มองว่า “เพราะผมเขียน Blog จึง Anti Facebook !” ในวันที่ Blog กำลังจะตาย

แต่ส่วนตัวผมมองตรงข้าม, คือ Facebook ไม่ได้ทำให้ Blog ล่มสลาย

กลับกัน, ยิ่ง Facebook โตเท่าไรก็ยิ่งทำให้คนเข้า Blog เยอะขึ้น !

เอาง่ายๆ ก็เพราะ Facebook มัน “ล่องลอย” เกินกว่าจะใช้หา “คำตอบ” ของความต้องการ [ดังข้อ 5], ทุกครั้งที่ Starbucks ออก Promotion ลดครึ่งราคาหรือว่าซื้อหนึ่งแถมหนึ่งจึงมีคนจำนวนมากค้นหา Menu และวิธีสั่งมาเจอ Blog ผม

จากนั้นพวกเขาก็จะใช้ Facebook ช่วยกัน Share [หรือก็คือช่วย PR] ให้ Blog ผมฟรีๆ

ในแง่นี้, Facebook คือ “มหามิตร” ของ Blog ชัดๆ [โดยที่ผมไม่ต้องร่วมลงทุนอะไรด้วยเลย !]

starbucks-thailand-2017-facebook-game-vote-share-flavour-buy-1-get-2-free-frappuccino-halfprice-coupon

ว่ากันตามตรง [อีกที], Facebook มีค่ากว่า Blog มากในแง่การกระจายเนื้อหาสู่สังคมได้รวดเร็ว

ผมเคยแนะนำ Brands ใหญ่ๆ ไปว่า “ถ้าจะ PR พวก Promotion สั้นๆ, การใช้ Facebook ดีกว่าการเขียนลง Blog [หรืออาจใช้วิธีเขียนลง Blog ก่อนแล้วค่อย Share ออกทาง Facebook ก็ไม่ว่ากันแต่ถึงอย่างไรก็ต้องพึ่ง Facebook]”

แต่ Facebook มักไม่ใช่คำตอบ, เวลาคน “ค้นหา” สิ่งที่เขาอยากได้และพร้อมจะจ่ายเงินใจจะขาด

สำหรับ Brands ใหญ่, ทำทั้งคู่คือดีที่สุด

แต่สำหรับ SMEs, การที่ต้องมานั่งเรียนรู้ทุกวันเพราะ Zuckerberg ขยันปรับ Algorithm ดูจะไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเท่าไร

และก็ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการถ่าย Selfie Video หรือลงทุนกับ Production House

ผมคิดว่า “ยุคสมัยแห่งการดังง่ายๆ [ในแง่ดี]” บน Facebook ทุกวันนี้ได้อวสานไปนานแล้ว

 mark-zuckerberg-kill-chicken-turkey-death-devil-facebook-ad-2016-algorithm