Special : สมัครบัตร Amex วันนี้ฟรีตั๋วชั้นธุรกิจสู่ญี่ปุ่น 3 ใบ ! > "Click"

--------------------------

บ้านผมเป็นสุดยอดครอบครัวแห่งความอารมณ์ดีและคนที่บ้านก็ไม่มีใครเป็นโรคประจำตัวเลยแม้แต่อย่างเดียว [คุณแม่อายุ 70 ปีแต่ยังสามารถแบกเป้ Backpack ไป Hokkaido ด้วยกันวัน Christmas ซึ่งอุณหภูมิก็จะเย็นๆ หน่อยราวๆ -10 c]

ผมก็เช่นกัน, ยกเว้นเรื่องเดียวคือ “กรดไหลย้อน !”

เป็นตั้งแต่สมัยที่ชื่อ “กรดไหลย้อน” ยังไม่ถูกบัญญัติในไทย, จำได้ว่าตอนนั้นไปหาหมอเพราะ “ไอไม่หยุด”

ชื่อโรคนี้แปลเป็นภาษาไทยได้เข้าใจง่ายสุดๆ, “กรด”​ มันจะ “ไหลย้อน” จากท้องผ่านหลอดลมขึ้นมาถึงคอ

และคุณหมอก็จะสั่งห้ามไม่ให้เราดื่มเหล้าเบียร์รวมไปถึงชากาแฟ, แต่ถามว่าเพราะอะไร !

holly-coffee-vs-starbucks-open-24-hours-bangna-porsche-design-leica

ทุกคนคงรู้จักโรค “กรดไหลย้อน” กันหมดแล้ว

บางคนอาจรู้จักจากโฆษณายา “กาวิสคอน” ที่ยิง Ad แบบบ้าระห่ำ [แต่ผมว่ามันดีที่สุดในบรรดายาที่ขายตอนนี้จริงๆ]

ภาษาอังกฤษของกรดไหลย้อนก็คือ “Gastroesophageal Reflux Disease” หรือที่ย่อสั้นๆ ว่า “GERD”, เกิดจากการที่ “กรด” ไหลย้อนจากกระเพาะอาหารผ่านหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง [Lower esophageal sphincter / LES] ขึ้นมา

กรดไหลย้อน [GERD] จึงเป็นคนละโรคกับ “โรคกระเพาะ”, แต่ก็อาจมีอาการของทั้งสองโรคร่วมกันได้

เมื่อกรดเกิดไหลย้อนมากเข้า, ก็อาจทำให้ไอเพราะหลอดลมระคายเคือง

บวกกับอาการ “Heart Burn” หรือแสบร้อนกลางอกเนื่องจากกรดย้อนขึ้นมา

และหนึ่งในต้นตอของกรดไหลย้อนทั้งหมดที่ว่าก็คือ “กาแฟ”

starbucks-gold-rewards-card-free-review-old-logo-thai-espresso-shot-macbook-japan

ทำไมกาแฟถึงทำให้เกิดกรดไหลย้อน ?

ผมนั่ง Starbucks ประจำ, เกิดคำถามนี้ขึ้นในใจจนต้องนั่ง Googling หาข้อมูลไปถึงเมืองนอก

และเหตุผลหลักก็มี 2 ข้อคือ

1. กรดในตัวกาแฟ [Coffee Acidity] : จริงๆ เครื่องดื่มที่ชื่อว่า “กาแฟ” เดิมทีก็มีฤทธิ์เป็นกรดอยู่แล้วและยังไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารเกิดการหลั่งกรดเพิ่มอีก, ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อปริมาณกรดในระบบมันเยอะก็ยิ่งมีสิทธิที่มันจะ “ไหลย้อน” กลับขึ้นมา

2. คาเฟอีน [Caffeine] : เช่นกัน, Caffeine เร่งกระบวนการเกิดกรดในช่องท้องแต่ยังไม่พอ…

เพราะ Caffeine ยังทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง [LES] เกิดการคลายตัวได้ง่าย, กรดจึงยิ่งไหลผ่านเพิ่มเข้าไปใหญ่ !

พอรู้แบบนี้, ผมก็สงสัยต่ออีกว่า “ถ้าอย่างนั้นคนเป็นกรดไหลย้อนก็ดื่มกาแฟแบบ Decaf ได้สิ ?”

gerd-gastro-reflux-vs-tea-coffee-decaffeinated-can-drink-or-not-acid-starbucks-codbrew

แล้วกาแฟแบบไหนมี Caffeine มากและ Caffeine น้อย ?

มนุษยเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก, แรกเริ่มเดิมทีเราเห็นสัตว์กินเมล็ดกาแฟแล้วไม่หลับไม่นอนจึงลองเอามาให้ทาสทานบ้างเพื่อจะได้ทำงานทั้งวันทั้งคืนแต่วันหนึ่งเรากลับหาทาง “สกัดสิ่งที่ทำให้นอนไม่หลับ” ทิ้งไป [เช่นเดียวกับที่สกัดสิ่งที่ทำให้เมาออกจากเบียร์]

กลายเป็นกาแฟดีแคฟ [Decaffeinated Coffee] ที่ขายตาม Starbucks

ที่น่าสนใจก็คือ “ยิ่งคั่วกาแฟเข้มเท่าไรยิ่งมี Caffeine น้อย [The Darker the Roast, The Less Caffeine There is]”

และกาแฟสำเร็จรูปแบบ Light Roast ที่มักดื่มกันตอนเช้าๆ ต่างหากที่มีปริมาณ Caffeine สูงที่สุด !

ส่วนชาฝรั่งกับชาเขียวก็มี Caffeine เช่นกัน, แต่ในปริมาณที่ต่ำกว่ากาแฟพอสมควร

ชาจึงยังพอจะเป็น Choice ที่ดีสำหรับใครที่เป็นกรดไหลย้อนแต่ยังอยากนั่ง Starbucks

gerd-gastro-reflux-vs-tea-coffee-decaffeinated-can-drink-or-not-dark-light-roast-acid-starbucks

สรุปว่าคนเป็นกรดไหลย้อนดื่มกาแฟแบบ Decaf ได้ !

สรุปคือไม่ได้ต่างหาก… [แต่สำหรับบางคนก็อาจจะได้]

เพราะกาแฟแบบ Decaffeinated นั้น, ที่จริงก็ยังมีปริมาณ Caffeine อยู่นิดหน่อยดังตารางด้านบน !

เช่นเดียวกับเบียร์แบบ “Alcohol Free” ที่กฏหมาย [UK] กำหนดว่า “ต้องมีปริมาณ Alcohol ต่ำกว่า 0.05%”

และกาแฟแบบ Decaf ก็ยังมี “ความเป็นกรด [Acidity]” ที่ทำให้ GERD เป็นหนักขึ้นอยู่ดี

แต่ที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ “กาแฟแบบสกัดเย็น [Cold Brew]” ได้รับยกเว้นเพราะมีความเป็นกรดต่ำกว่ากาแฟที่ชงด้วยวิธีอื่นๆ เกินครึ่ง [The acid levels of cold brew coffee can be up to 65% less than conventionally brewed coffee !]

และกรุณาอย่าสั่งเพิ่ม Espresso Shot ครับ…