Blog นี้เขียนที่ Tokyo, หนึ่งวันหลังบินออกจาก New Delhi ที่มลพิษในอากาศสูงทะลุตับระดับ Armageddon ดังภาพ [PM10 นี่พุ่งไป 999 ในขณะที่ PM2.5 เต็มปรอทได้แค่ 500…]

เหมือนจากนรกมาสวรรค์, เป็นครั้งแรกในรอบปีที่สามารถ “หายใจ” ได้โดยไม่รู้สึก “หนัก”

[“ในรอบปี” จริงๆ เพราะผมบินมาลง Tokyo วันที่ 1 Jan 2020]

Tokyo เป็นเมืองหนึ่งที่มหัศจรรย์, เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ด้วยกันอย่าง New York หรือ London เพราะระดับมลพิษของ Tokyo ต่ำมากทั้งที่จำนวนประชากรหนาแน่นติดอันดับ Top 10 ของโลก

pm-25-pollution-worst-city-new-delhi-vs-tokyo-japan-india-999

starbucks-india-review-menu-branch-new-delhi-paper-cup-christmas-red-pollution-pm25

แต่ที่ Amazing กว่าสมฉายา “Incredible India” ก็คือตลอดเวลาที่ผมใช้ขีวิตอยู่ใน New Delhi, จำนวนคนที่ใส่หน้ากากทั้งบนถนนทั้งบนรถไฟใต้ดินน่าจะมีไม่ถึง 10%

ด้วยความสงสัยจึงชวนคนอินเดียคุยอย่างจริงจัง, ซึ่ง “เหยื่อ” ในการเริ่มบทสนทนาแบบ “หนีเราไปไหนไม่ได้” ของผมในทุกประเทศที่ไปก็คือคนขับ Uber

และก็แน่นอน, เกือบทุกครั้งที่ผมนั่ง Uber ที่นี่จะ “เปิดกระจกรับลม [แสนสบาย]”

ประหนึ่งว่าเราขับรถอยู่แถบชนบทของ Switzerland หรือ Scandinavia

[คนขับคงชิน, ส่วนผมที่อยู่เบาะหลังกำลังจะตาย…]

เช่นเดียวกับ Starbucks, หนุ่มสาวชาวอินเดียมักจะนั่งนอกร้านเพื่อชมความงามของหมอกควัน

ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่มีใครใส่หรอกหน้ากาก, ไม่อย่างนั้นก็ต้องถอดทุกครั้งที่ยกแก้ว

และทั้งที่ทุกคนใน New Delhi ก็รู้อยู่แล้วว่าสภาพอากาศบ้านตัวเอง “นรก” มากๆ แต่ไม่ว่าจะมองไปไหนก็ยังคงเห็นการ “เผา”, ก่อฟืนก่อไฟกลางใจเมืองห่างจากตัวสถานีรถไฟใต้ดินไม่ถึงสิบก้าวก็เต็มไปด้วยควันสีดำลุกท่วมฟ้าทั้งที่รัฐบาลก็ออกกฏหมายห้ามแล้วว่า “อย่าเผา”

india-new-delhi-worst-pollution-fire-why-pm25-city-metro

เหตุผลที่ชาว New Delhi ต้อง​ “เผา” อะไรสักอย่างก็เพราะอากาศหนาว [ยืนยันว่า India มีหน้าหนาว, ช่วงที่ผมมาทำงานนี่อุณหภูมิใน New Delhi เฉลี่ยแต่ละวันแค่ 3 c ซึ่งต่ำกว่า Tokyo !!!]

ไม่มีใครสนใจกฏหมาย, รัฐก็ไม่ควบคุมอย่างจริงจัง

ควันไฟท่วมฟ้า, นั่นคือเหตุผลว่าทำไม PM10 ซึ่งเป็น “ฝุ่นละอองขนาดใหญ่” จึงทะลุปรอท

แม่และเด็กก็นั่งผิงไฟอยู่ข้างกองฟืน, ยืนมองเมืองหลวงของตัวเองจมใต้ควัน

ถามว่า “แล้วทำไมไม่ใส่หน้ากากป้องกัน ?”

คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ “ช่วงแรกๆ ก็ใส่กันอยู่หรอก”

แต่พอตัวเลขมลพิษมันสูงขึ้นอย่างกู่ไม่กลับ, คนอินเดียก็รับรู้แล้วว่าคงต้องอยู่กับมันไปตลอดกาล

โดยทำอะไรไม่ได้, นอกจากใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญกว่ามะเร็งที่ยังมองไม่เห็นก็คือ “พรุ่งนี้จะมีข้าวกินไหม ?”

แทนที่จะเอาเงินมาจ่ายค่า Masks, เอาไปซื้อโรตีดีกว่า

ฝุ่นควันมันก็ค่อยๆ กลายเป็น “ความชินชา”

รู้อีกทีตัวเลขก็พุ่งทะลุระดับ Hazardous

อย่างภาพนี้ก็ถ่ายกลางใจเมือง New Delhi ตอน 11 โมงเช้า, พ่อแม่พาเด็กๆ มาเล่นที่สวนสนุกกันประหนึ่งว่าอากาศดีมากๆ

india-new-delhi-worst-pollution-fire-why-pm25-city-eye-wheel-circus

uber-new-delhi-india-drive-how-to-crash-danger-white-suzuki-maruti

ส่วนนี่ก็สภาพ Uber ที่ผมนั่งรอบ New Delhi, มาตรฐานการขับรถของคนอินเดียคือยมบาลยังระอา

เมื่อรัฐบาลไม่ทำอะไร, ประเทศก็จมใต้ฝุ่นควัน

อาจมีคนแย้งว่าไม่จริง, สิ่งเหล่านี้ต้อง “เริ่มที่ตัวเองก่อน” เหมือนอย่างคนญี่ปุ่นทำ !

ซึ่งไม่จริง

เดิมทีเมื่อราวห้าสิบปีก่อน [1960s] , ญี่ปุ่นก็เคยเป็นประเทศที่ “สกปรกมาก” จากการพัฒนาที่เร็วเกินไป [และจำนวนประชากรที่เพิ่มกระทันหัน] จนรัฐบาลยุคนั้นต้องประกาศกฏหมายการแยกขยะอย่างจริงจังก่อนชาติจะล่มจมเพราะอย่าลืมว่า “พื้นที่” ของญี่ปุ่นมันก็ “แคบนรก”

เพราะภาครัฐเท่านั้นที่ “บังคับ” ได้ว่า “ทุกบ้านต้องทำ”

แต่ก็ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นคือญี่ปุ่น, นอกจากกฏหมายก็มีการให้ความรู้กับประชาชน

และมีการ “แสดงผล” ของการแยกขยะให้เห็นเป็นรูปธรรม

เช่นสนามบิน Nagoya Airport [Chubu] ที่รัฐญี่ปุ่น “สร้างขึ้น” จากการถมขยะ

japan-vs-india-best-worst-pollution-trash-recycle-beer-can-why-how-to

บ้านหลังนี้ก็แยกขยะ, เพื่อเด็กๆ ของบ้านหลังนั้น

และบ้านหลังโน้นก็ช่วยดูแลความสะอาดร่วมกัน, ก็เพื่ออากาศที่ดีของทุกๆ คน

ตรงข้ามกับ India ทุกประการ, ความเห็นแก่ตัวอย่างมหาศาลเมื่อรวมกับสภาพไร้กฏหมาย

ก็กลายเป็นฝุ่นควันที่ปกคลุมเต็มท้องฟ้า, เป็นอนาคตที่มืดมนของคนทั้งประเทศ

และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เกินจะแก้ไข, การหายใจก็เริ่มกลายเป็นความต่างของชนชั้น

เฉพาะคนรวยเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึงอากาศที่ดี, ด้วยอุปกรณ์ Technology อย่างเครื่องฟอกอากาศหรือการซื้อหน้ากากใหม่ทุกวัน

ผมเดินผ่านสลัมในวันที่ฝุ่นควันหนาทึบระดับ 999, ไม่มีเด็กใส่ Mask แม้แต่คนเดียว

นิยามของ “ความเหลื่อมล้ำ” ในวันหน้า, อาจเป็นการไม่มีกระทั่งอากาศบริสุทธิ์จะหายใจก็เป็นได้…

jal-japan-airlines-business-class-review-delhi-tokyo-menu-sky-plane