Special : นัด "How to be Blogger แบบส่วนตัวและเพื่อธุรกิจ"

สมัยที่เริ่มงานใหม่ๆ ผมเคยคิดว่า “เมื่อทุกคนมี Internet ใช้ = เราจะมีความสุข” 

เพราะ Technology ถูกพัฒนาขึ้นมาก็เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีขึ้น / ง่ายขึ้น / สะดวกขึ้นและนั่นก็น่าจะนำมาซึ่ง “ความสุข”, ยิ่งในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา [เอาแบบเห็นภาพก็คือตั้งแต่วันที่ Steve Jobs เปิดตัว iPhone One] จะเห็นชัดเจนว่าโลกเราก้าวกระโดดแบบสุดๆ ในด้าน Technology

แต่ช่วงเวลาที่มนุษยชาติมีความสุขที่สุดกลับเป็นยุค 90s, นี่ไม่ใช่การมโนแต่เป็นเรื่องจริง

แม้แต่ใน USA, เกือบทุกครั้งที่มี Poll ถามถึง “The Best Decade ever ?”

คำตอบมักจะตกอยู่ที่ยุค 90s ด้วยหลายเหตุผลดังที่ The New York Times เคยให้ไว้

ไม่ว่าจะเป็นในแง่เศรษฐกิจเช่น “From 1990 to 1999, the median American household income grew by 10 percent [since 2000 it’s shrunk by nearly 9 percent]” ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้คน American มีปัญญาซื้อบ้านใน New York ได้ไม่ยากนักเมื่อเทียบกับปัจจุบัน [You could still buy a beautiful Brooklyn townhouse for 500000 USD]

แต่อีกเหตุผลที่ The NY Times เขียนไว้ก็คือ “It was just the right amount of technology”

ยุค 90s มี Technology ในระดับที่ “กำลังพอดีๆ”  

เป็นยุคที่เริ่มมี “การเชื่อมต่อ” แต่ยังไม่มีกระทั่ง Web Browser / Search Engine หรือ Social Network และช่วงปลายของ 90s ก็เพิ่งจะเริ่มมีมือถือโง่ๆ ให้ใช้ [By the end of the decade we all had cellphones but not smartphones]

และนอกจากจะมี “Technology ในระดับที่กำลังพอดีๆ”, ยุค 90s ยังเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์มี “คุณภาพชีวิตที่ดีพอ” 

คือ The NY Times ก็ไม่ได้​ “โลกสวย” ขนาดที่จะบอกว่าความสุขคือการย้อนไปก่อกองไฟไล่ Mammoth เป็นอาหารค่ำแล้วก็นอนในถ้ำ, จากนั้นก็ตื่นมาล่าใหม่ [ก่อนจะโดนงาแทงตายหรือไม่ก็ถูกช้างถีบตกหน้าผา…]

Blog นี้เขียนที่ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงพาราณสี, ริมแม่น้ำคงคา

พักหลังๆ ผมเกิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจบ่อยๆ ว่า “ทำไม Technology ไม่ทำให้มนุษยชาติมีความสุขเสียที ?”

จนมาเจอ Article ของ The NY Times, กับ Paragraph สุดท้ายที่พูดถึงยุค 90s ว่า “The Digital Revolution had not BRUTALLY disrupted whole economic sectors and made their work forces permanently insecure”

เป็นเรื่องที่บ้าบอมาก, กับการพัฒนา Technology ขึ้นมาเพื่อให้มันไล่ฆ่าเราเองอย่างเลือดเย็น

จนตอนนี้, Technology กลับทำให้ระบบเศรษฐกิจมีอันต้อง “สั่นสะเทือน” และทำให้ทุกๆ งานทุกๆ อาชีพที่เราทำเต็มไปด้วยความรู้สึก “ไม่มั่นคง”

มนุษย์เต็มไปด้วยความกังวล, ความหวาดกลัวและตัวเลขผู้ป่วยทางจิตเองก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเท่าทวีคูณดังตัวเลขของ The Washington Post ที่อ้างอิงงานวิจัยจากประชากร [American] กว่า 6 แสนคนว่า “In the past 10 years, the number of people reporting symptoms indicative of major depression increased 52 percent among 12 to 17 year olds and 63 percent among 18 to 25 year olds”

[ไม่ต้องสงสัยว่ารูปช้างหน้าโง่นี่ฝีมือใคร…]

ยิ่งในฐานะคนทำงานด้าน IT มายี่สิบปี, มันเป็นความจริงที่ Technology ทำให้เราสะดวกสบายขึ้นมาก

แต่กลับไม่ทำให้เรามีความสุขขึ้นเลย, อาจเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ด้วยสถิติชัดเจน [ตามประสาฝรั่ง], ไม่ใช่ด้วยการคิดไปเองหรือมโนเอา

และอีกสิ่งที่ผมคิดมากกว่า The New York Times [หรือเขาอาจจะคิดเหมือนกันแต่หน้ากระดาษมันไม่พอ…] คือ “สุดท้าย, Technology ทั้งหมดที่ว่าฯ ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทุกคน”

แทนที่ High Speed Internet จะเป็นของทุกคนเท่าๆ กัน, เอาเข้าจริงมันอยู่ในมือคนกลุ่ม [เดิมกลุ่ม] เดียว

ใครอยากได้ก็ต้องจ่าย, เพิ่มต้นทุนในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเดิมสมัยปี 90s ที่เราอาจจ่ายแค่ค่าน้ำค่าไฟ, ปัจจุบันต้องเพิ่มค่า Home WiFi / 3G / 4G [นี่กำลังจะมี 5G แล้ว] ยังไม่รวมค่า Application นั่นนี่และค่าซื้อ iPhone & iPad

ถามว่าไม่จ่ายได้ไหม ?

คำตอบคือ “ได้”

แต่จะยิ่งตามโลกไม่ทัน

เหมือนสมัยที่ผมยังเรียนอยู่, มีเพื่อนคนหนึ่งที่พ่อมัน Anti Technology แบบสุดๆ ถึงขั้นมอง Computer เป็นศัตรู [ลองไปดู Pantip ยุคนี้ก็จะเจอเรื่องคล้ายๆ กันแต่เปลี่ยนจาก Computer ยุคนั้นมาเป็น iPad สำหรับการเรียนการสอน]

ผลสุดท้ายคือเพื่อนคนนี้กลายเป็นคนกลัว Computer, ไม่เป็นกระทั่ง Microsoft Office

จบมาก็หางานทำไม่ได้, ยิ่งกลายเป็นคนไร้ค่าในสังคมเข้าไปใหญ่

นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการที่ Technology กลับมาไล่ฆ่า, ถ้าไม่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อนำหน้าก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

[พักดื่มชา Chai, สิ่งที่ต่อชีวิตผมในแต่ละวันระหว่างแสวงบุญฯ อยู่กรุงพาราณสี]

คือผมก็ไม่ได้ “โลกสวย” ถึงขั้นที่จะวิ่งติดระเบิด Napalm เข้ารัฐสภาฯ เพื่อกดดันให้นายกฯ ออกนโยบาย 5G ฟรีหรือซื้อ iPhone & iPad แจกทุกคน

และผมก็เหมือน The New York Times, คือไม่ได้ Anti Technology ในระดับที่จะให้กลับไปอยู่ถ้ำแล้วก็พัดๆ ควันไฟส่งสัญญาณเตือนภัย Mammoth บุกแทนที่จะ Chat บน Facebook

มาถึงจุดหนึ่ง, ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสุดท้าย Technology จะไม่ใช่แค่ไม่นำมาซึ่งความสุข

แต่ Technology จะเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้มนุษย์ทุกข์มากขึ้นทุกวัน

ทั้งที่ก็ยอมรับว่ามันก็ทำให้เราสบาย

วันก่อน, ผมอ่านหนังสือของ Dalai Lama ที่หยิบติดมือมา Varanasi

มีประโยคหนึ่งที่ท่านเขียนไว้น่าสนใจ, แค่บรรทัดเดียวก็ชัดเจนกว่าทั้งหมดที่ผมบ่นมา

ว่า “เราอยู่ในยุคสมัยที่ยานอนหลับขายดี”

dalai-lama-book-refugee-freedom-in-exile-tibetan-review-majnu-ka-tilla