Special : How to สร้างตัวตนออนไลน์และวิธีปรับธุรกิจเก่าเข้าสู่ Digital !!! > "Click"

--------------------------

เด็กสมัยนี้ไม่รู้ยังเป็นแบบนั้นไหม, แต่ใครที่วัยสามสิบกว่าอย่างผมคงโดนกันมาไม่น้อย

กับชื่อ Brand ที่เรามัก “อ่านผิด” เพราะมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษแต่เป็นภาษาฝรั่งเศสหรือ German

ย้อนกลับไปสักสิบปี, ผมเองก็คือคนหนึ่งที่อ่าน Guy Laroche ว่า “กายลาโรเช” และถูกหัวเราะใส่

แต่สิ่งที่ผมเจอวันนี้ใน Starbucks, อาจารย์ฝรั่งโต๊ะข้างๆ เขาไม่ขำที่ลูกศิษย์อ่านผิดและยัง “ชม” อีกต่างหากว่า “เธอมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ” เพราะคนที่อ่าน Guy Laroche ว่า “กายลาโรเช” ได้คือคนที่ “ถอดเสียงได้อย่างแม่นยำ”

ถ้า Buy อ่านว่า “บาย”, Guy ก็ต้องอ่านว่า “กาย” และทุกคำที่สะกดด้วย uy ก็จะอ่านได้ถูกต้องไปตลอดชีวิต !

starbucks-coffee-reserve-bag-burundi-gahahe-menu-porsche-design-mate-thai

เพราะการเยาะเย้ยมีแต่จะทำให้เด็กไม่กล้าออกเสียง

ทั้งที่การอ่าน Guy Laroche ว่า “กายลาโรเช” คือสัญญาณที่ดีมาก

ว่าเด็กคนนั้นสามารถ “ถอดเสียง” จากตัวสะกดได้แม่นยำสุดๆ

จากนี้ไป, เมื่อเขาเจอศัพท์ภาษาอังกฤษที่สะกดคล้ายกันก็จะอ่านออกเสียงได้ง่ายๆ

เช่นถ้ารู้ว่า Line ออกเสียงว่า “ไลน์”, ดังนั้น Pine ก็ต้องเป็น “ไพน์” และ Dine ก็อ่านว่า “ไดน์” 

ต่อให้ผสมตัวอักษรอื่นเข้าไปก็ยังอ่านได้เช่น Archive ก็ต้องอ่านว่า “อาร์ไคฟ์”, ไม่ใช่อาคชีฟหรืออาคีฟ

สิ่งที่คุณครูหรือผู้ใหญ่ต้องบอกเด็กให้รู้ก็มีแค่ “ถอดเสียงตัวสะกดเก่งมากแต่คำนี้มาจากภาษาฝรั่งเศส” และจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่, ถ้าอธิบายต่อให้เด็กสนใจว่า “แล้วทำไมภาษาของสองชาติถึงสะกดคล้ายๆ กันแต่อ่านออกเสียงคนละแบบละ”

yves-rocher-french-cosmetic-farang-girl-backpack-europe-switzerland-skincare-review

แทนตัวอักษรหรือคำเข้าไปทีละนิด : เรียนรู้โดยไม่ต้องคิดแต่เข้าใจ

เมื่อ Meal อ่านว่า “มีล”, Deal ก็ต้องอ่านว่า “ดีล [ไม่ใช่เดล]”

และเมื่อเจอคำที่ยากขึ้นเช่น Steal, เด็กก็จะอ่านได้เหมือนกันว่า “สตีล” 

ผมแบกเป้ Backpack มาสี่ห้าสิบประเทศ, สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้มาด้วยตัวเองก็คือ “ภาษาเกิดจากการเพิ่มลดอักษรเข้าไปทีละนิด” เช่นคำง่ายๆ อย่าง “Einstein” ที่ยกขึ้นมาทีไรคนไทยก็อ่านไม่ออกแต่ถ้าบอกว่ามันคือชื่อของ “ไอน์สไตน์” ทุกคนจะร้อง “อ๋อ”

และถ้าลองดูดีๆ จะพบว่ามันแยกได้เป็นสองคำคือ Ein กับ Stein

ถ้า Ein อ่านว่า “ไอน์”, ดังนั้น Stein ก็ต้องอ่านว่า “สไตน์” เพราะแค่เพิ่มตัวอักษรหน้าเข้าไปสองตัวคือ St

พอรู้ว่า Ein อ่านว่าอย่างไร, ก็เริ่มอ่านป้ายบอกทางใน Germany ได้และค่อยๆ สนุกขึ้นเรื่อยๆ กับการเรียนรู้ภาษา

 ubeer-u-lager-beer-singha-new-delivery-review-price-munich-germany-sky-square-marian

และการเยาะเย้ยก็ทำให้ทุกอย่าง “จบ”

เสียหน้า, ไม่อยากจะอ่านอยากจะเดาอะไรอีกแล้ว

แต่สิ่งที่ฝรั่งคนนี้พูดกับเด็ก, ทำให้พวกเขาอยากจะ “ถามต่อ” เองโดยอัตโนมัติ

อาจเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษคำอื่นๆ ที่รับมาจากฝรั่งเศส [เช่นกัน, ถ้ามีเด็กคนหนึ่งอ่านผิดหรือสงสัยว่าทำไม “Restaurant” ไม่ยักออกเสียงว่า “เรสทาวแรนท์” ก็แปลว่าเขามี Sense ทางภาษาดีและนี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะต้องไปหัวเราะเยาะใส่]

เด็กคนนี้อาจสังเกตต่อไปว่าในเมื่อ “Tau” ออกเสียงว่า “โต”, “Chauffeur” ก็ควรจะอ่านว่า “โชเฟอร์”

[เป็นคำเรียกคนขับ Taxi ที่คนไทยใช้กันจนชินแต่เชื่อว่า 99% ไม่สามารถ “สะกด” คำๆ นี้ได้]

เมื่อแทน “ตัวอักษร” ได้, ต่อไปก็เริ่มแทน “คำ” และนั่นก็คือจุดเริ่มของสิ่งที่เรียกว่า “กฏ” ต่างๆ ใน Grammar

  russia-backpacker-stupid-note-cookiecoffee-singha-beer-iphone

ผมคิดแบบนั้นจริงๆ และมันคือสิ่งที่เรียนรู้มาระหว่างการแบกเป้เที่ยวไปรอบโลก, สาบานได้ว่าผมไม่เคยโดนคนชาติไหนหัวเราะเยาะใส่เมื่อเราออกเสียงผิดและในชีวิตผมก็เจอฝรั่ง American มากมายที่อ่านชื่ออาหารหรือร้านค้าใน Europe ไม่ได้

ถ้าวันนั้นผมเจอคุณครูแบบนี้, คงไม่ต้องใช้เวลาอีกสิบปีแบกเป้อีกสี่ห้าสิบประเทศเพื่อจะเข้าใจคำหนึ่งคำ…