Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

“Now People are Moaning because Toys R Us is Closing but While it was open, They prefer to get their Stuffs Shipped for Free by Amazon” และแถมอีกอันคือ “Same Happened to Barnes & Noble !” 

แปลไทยง่ายๆ ก็ “พอร้านเจ๊งก็มาบ่นคิดถึงแต่ตอนที่ร้านยังอยู่, ทุกคนเอาแต่สั่งของที่ถูกกว่าจาก Amazon”

และปิดท้ายด้วย “ชะตากรรมเดียวกันกับ Barnes & Noble เป๊ะ !”

[Barnes & Noble ในไทยก็คงประมาณ “ร้านดอกหญ้า” หรือไม่ก็ “นายอินทร์”, ซึ่งก็​ “ชะตากรรมเดียวกัน” จริงๆ]

ถ้าใครไม่ฮา, ผมว่าดู Graph ยอดขายอีกนิดอาจช่วยเรียกเสียงหัวเราะได้

แต่ถ้าใครยังไม่ฮาอีก

ผมดีใจด้วย

เพราะจริงๆ แล้ว, ผมก็ไม่ฮาเหมือนกัน…

และผมก็เชื่อว่าคนที่เป็น “เจ้าของกิจการ” โดยเฉพาะ SMEs, คงจะยิ่งไม่ฮาเท่าไร

ระหว่างที่อ่าน Comment นี้บน 9Gag, ผมก็มานั่งคิด [อย่างจริงจัง] ว่าทำไมคนจำนวนมากถึง “ออกอาการ” โศกเศร้าฟูมฟายประหนึ่งวัวตายควายล้มเวลา Brand หรือร้าน “เจ๊ง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจยุคเก่าที่ล่มสลายเพราะ Digital Disruption

คล้ายๆ บ้านเราเวลาที่ Magazine สักหัวออกมาประกาศว่า​ “เลิกพิมพ์”, คนก็จะออกมาร้องไห้บน Facebook สามวัน

[แต่เอาเป็นว่าขนาด “หนังสือเจ๊ง”, เรายังรู้จาก “Facebook” ซึ่งก็คือ “ต้วต้นเหตุ” ที่ทำให้หนังสือมันเจ๊งนั่นแลฯ]

และทุกๆ ครั้งที่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น, ก็จะต้องมีคนที่มา “รำลึกอดีต”​ ดัง Comment ถัดไปที่ว่า “Kids these Days will Never Experience the Same Way we Did when we were Kids” แต่ก็คือคนกลุ่มนี้นี่แลฯ ที่ทำให้ Toys R Us เจ๊ง

ปากก็บ่นว่า “เสียดาย” แต่ถ้าต้องจ่ายเงินซื้อก็ “ไม่เอา”