Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

Seoraksan, เป็นภูเขาลูกแรกของเกาหลีที่ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีในเดือน Oct ของแต่ละปี แต่… แต่ [แต่เยอะจัง – -] ละปี วันเริ่มใบไม้เปลี่ยนสีมันไม่ตรงกันครับ ~ ผมก็อาศัยดูข่าว TV เกาหลี [ฟังไม่ออกหรอก ดูผู้ประกาศข่าวเฉยๆ :P]

และก็ค้นจาก Web ฝรั่งเอา ปรากฏว่าช่วงที่ผมมาเนี่ย มันเริ่มเปลี่ยนสีพอดี o_O!!!

เมื่อเช้าก็เลย Check Out ออกจากที่พัก แล้วก็มั่วด้วยตัวเอง รู้แค่ว่าต้องนั่ง MRT สายสีเขียวไปที่สถานี Gangbyeon จากนั้นต่อ Bus ที่จะไป Sokcho ตรงนี้คือออกต่างจังหวัดแล้วครับ… ภาษาอังกฤษจะหายไปหมดเลย :’)

อันนี้ซื้อตั๋ว Bus จาก Bus Station ตรง Gangbyeon,… เกาหลีล้วนๆ

เป็นการขู่คร่าวๆ ครับ… ว่าจากนี้ไป จะไม่มีภาษาอังกฤษให้เห็นอีกแล้ว

คนที่เก่งอังกฤษมากๆ ก็ใช่ว่าจะรอดได้ในเกาหลี ดังนั้น,… คนที่อังกฤษเลวร้ายก็มีสิทธิเสมอเท่าเทียมกับคนโง่อังกฤษครับ มาเถอะๆ ~

สังเกตว่าเลขรถ / ประตู [Gate] และสรรพสิ่งเป็นเกาหลีหมด ดังนั้นต้องใช้ Sense เยอะๆ ในการขึ้นรถ อย่าคิดว่าพนักงานขับรถจะช่วยท่านได้,… แค่ฟังยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วเราถามอังกฤษไปเท่าไร เค้าตอบเกาหลีล้วนๆ ครับ – -*

จากตรงนี้ ใช้เวลาเดินทางไปยัง Sokcho อีก 2.30 ชั่วโมง หลับยาวได้เลย

มีความซวยเกิดขึ้นอีกเล็กน้อย คือฝนตกครับ… อยู่โซลมา 3 วันไม่ตก มาตกก็ที่ Sokcho และผมไม่มีร่ม :(

มีป้าย City Tour ด้วย, เกาหลีล้วนๆ ครับ – –

 

จากหน้าสถานี Sokcho มีป้อม Tourist Info อยู่ แต่อย่าหวังอะไรกับเค้ามาก… สรุปใจความได้ว่า ใครอยากไป Seoraksan ให้เดินผ่านสถานีไป แล้วขึ้นรถเมล์สาย 7 – 1 ซะ

ที่ประหลาดคือ เค้าไม่มีแผนที่เมือง Sokcho และไม่มีแผนที่ไป Seoraksan

ไม่มีแผนที่ใดๆ เลยที่เป็นภาษาอังกฤษครับ :’)

ป้ายรถเมล์ก็เป็นเกาหลีหมด ไม่มีบอกค่ารถ ไม่มีบอกเส้นทางเดินรถ… มีแค่เวลาที่รถเมล์จะมา ผมก็ปีนขึ้นรถเมล์ไป ตรงประตูจะมีกล่องหยอดเงิน ผมก็ถามคนขับว่า How Much ?

เค้าก็ใช้วิธีหยิบแบงค์ 1000 วอนขึ้นมาโบกๆ สรุปว่ารู้กัน

ทั้งเมือง Sokcho ไม่มีคนต่างชาติเลยนอกจากผม…

รู้เพราะทุกคนใช้มือถือ Samsung หมด – -”’

จนมาเจอฝรั่งคนแรก ขึ้นตามผมมาบนรถ 7 – 1, ถามทางไป Seoraksan เหมือนกัน กับอีกคนเพื่อนเค้า, ดูน่าจะเป็นพวกไต้หวัน ฮ่องกง อะไรประมาณนั้น รวมแล้ว มีต่างชาติ 3 ตัวเปียกฝนขึ้นรถ คิดดูว่าฝนไม่ตกก็ 12 องศาแล้ว…

ผมใส่เสื้อยืดตัวเดียวมาอีกตามเคย :D

ขับๆ ไป ใช้เวลาราว 30 นาทีถึงตีนเขา Seoraksan ตรงนี้มีเรื่องโง่เกิดขึ้น คือป้าย Seoraksan National Blah Blah ~ ที่เราเห็นอันแรก มันเป็นแค่ Visitor Center ครับ แต่มีคนโง่ 3 ตัวกรูกันลงไปจากรถเพราะนึกว่าถึงแล้ว – -*

เวลาคนโง่มาประสบชะตากรรมซวยร่วมกันเนี่ย, กำแพงเชื้อชาติมันจะพังลงนะครับ… ไม่ว่าภาษาไหนเราก็คุยกันได้ 555+

เดินขึ้นเขาเพิ่มอีก 2 Km เพื่อไปถึงปากทางขึ้น Seoraksan ของจริง ที่เรียกว่า “Garden”

ผมก็ถ่ายไปตามทางเรื่อยๆ มีลางซวยมาไม่หยุด เพราะยังไม่เห็นใบไม้บนเขาเปลี่ยนสีเลย… ?

กลัวมากๆ ว่าพอไปถึงยอด มันก็ยังไม่เปลี่ยน… ตอนนี้พนักงานบน Seoraksan อาจกำลังพยายามเอาเป็นเอาตาย รีบเทสีแดงใส่ต้นไม้ก็เป็นได้ – -*

เดินผ่านตัว Garden ไป ตรงนี้ต้องจ่าย 2500 วอนค่าตั๋ว ถ้าจะขึ้น Cable Car ไปยังยอดของ Seoraksan เลย ต้องจ่ายเพิ่มอีก 6500 วอนข้างในครับ ผมก็จ่ายไปเพราะเหนื่อยมาตั้งแต่การมั่วขึ้นรถที่ Sokcho แล้ว :’)

Cable Car ก็วิ่งดุ๊กๆ ขึ้นสู่ยอด ~ คู่รักเกาหลีมากับเพียบ ยังกะหนัง Autumn in my Heart มีกุมมือกันเป็นคู่ๆ และด้วยความที่อากาศมันเย็น เค้าก็กอดกันบน Cable Car

ผมอยากจะถีบลงสู่ก้นเหวแบบ Pack คู่มากๆ

ผมเข้าใจ [เอาเอง] ว่าถ้ามันเป็บฤดูใบไม้เปลี่ยนสีทั้งหมดจริงๆ ~ น่าจะกลายเป็นสีส้มทั้งภูเขาเลยแต่ผมมาในช่วงต้นฤดูเท่านั้น เลยมีเปลี่ยนแค่เป็นบางต้น และบางโซนเท่านั้น แต่ก็พอที่จะซาบซึ้งนิดๆ กับคำว่าใบไม้เปลี่ยนสีของเกาหลี :)

มาติดตรงที่ฝนและหมอกลงหนามากๆ นี่ละครับ

เสร็จสรรพ ถ่ายรูปยอดเขา Gwongeumseong จุดสูงสุดของ Seoraksan แล้วก็กลับ… อย่าลืมว่าต้องไปมั่วต่อที่ท่ารถครับ และใช้เวลาอีกอย่างน้อยก็ 3 hr ในการกลับไปให้ถึงโซล… ซึ่งถ้าไปไม่ถึง รถเต็ม หลงทาง ก็คงตายอนาถอยู่ที่ Seoraksan นี่ละ ผมมีเงินเหลืออีกราว 20000 วอนเท่านั้น พอดีแค่กลับด้วย :’)

ที่เหลือมีอีกหลายร้อย US Dollars เลยครับ แต่ที่นี่ไม่มีให้แลก และคุยกันยังไม่รู้เรื่องเลย – –

แต่ก็แอบกินต๊อกป็อกกี่ [Tteokbokki] หรือแป้งแท่งๆ ผัดซอสกิมจิอีก 2500 วอน ^^”

ออกมาที่หน้า Garden อีกครั้ง ก็มองหารถสาย 7 – 1 แล้วก็วิ่งขึ้นเลย ถามคนขับว่า Go To Seoul ?

เค้าพยักหน้า ผมก็จ่ายไปอีก 1000 วอน มองทางตลอดเพื่อไม่ให้มันเลยสถานีรถ Sokcho ก็ใช้เวลาอีกราว 30 นาที ฝ่าฝนไป ~ พอกลับมาถึงาสถานี Sokcho ได้ก็ซื้อตั๋วกลับมาที่ Gangbyeon อีกครั้ง ในราคาเท่าเดิม ก็คงไม่พลาด…

ได้เป็นคนสุดท้ายของรถเที่ยว 19.00 มาถึงโซลก็เกือบๆ 4 ทุ่มได้

รวมค่าเดินทางก็ [16100 x 2] + [1000 x 2] = 34200 วอน คิดเป็นเงินไทยก็ 1000 บาทพอดี ไม่แพงนะครับแต่หมดไป 1 วัน นี่ขนาดไม่รวมหลงทางใดๆ [แค่ต้องเดินเอง + สับสนนิดหน่อย :P]

ทีแรกผมคิดว่าไปๆ เถอะ ยังไงระหว่างทางคงเจอคนไทย ฝรั่งและชาติอื่นๆ บ้าง แต่… ไม่มีเลยจริงๆ ครับ หรือคนไทยเค้าอาจมาแบบเหมารถทัวร์ก็ไม่ทราบได้ แต่ตลอดทางไม่เจอใครที่พูดอังกฤษได้

แถมเกาหลีเองเข้ามาถามทางผม 3 รอบเฉพาะที่ Sokcho – -*

ยังดีที่รถ Bus ของเกาหลีเค้าจอดทุกป้าย และขับดีมากๆ ไม่กระชาก ไม่มีคนตกรถแล้วโดนทับตาย ไม่ปิดประตูหนีบหรือตะโกนด่าผู้โดยสาร และยังตรงเวลามากครับ ที่ป้ายเขียนว่ามากี่โมงก็ตามนั้นเลย

ระวังเรื่องรถ Bus ที่เราซื้อตั๋วออกจาก Sokcho ด้วยนะครับ ถ้าเราอ่านไม่ออกเลย ให้รีบๆ ไป เพราะเค้าตรงเวลาสุดๆ ทั้งขาไปขากลับ บนรถจะมีนาฬิกาอันใหญ่ๆ ตั้งอยู่ข้างหน้า พอตรงเวลาปุ๊บ เค้าจะสตาร์ทรถทันทีแล้วออกเลยครับ…

ขาไปยังไม่เท่าไร แต่ถ้าขากลับพลาดขึ้นมา อาจได้นอนเฝ้า Seoraksan รอดูพนักงานเอาสีมาทาต้นไม้ครับผม ^^”

สรุปว่า… Seoraksan ไปเองได้ไหม ?

ผมว่าถ้าใครมาครั้งแรกแล้วไปเลยท่าจะยาก ส่วนผมมาเกาหลีนี่ครั้งที่ 2 แล้ว และตะลุยเองทั่วโซลด้วย MRT ตลอด

 เลยคุ้นๆ กับระบบเค้าประมาณนึงเป็นทุน บวกกับความชอบมั่ว ~ ผมเชื่อว่า “การหลงทางเป็นส่วนนึงของการเดินทาง” น่ะครับ ถ้าเราไปตามทาง เราก็จะเจอทุกสิ่งใน Guidebook แต่ถ้าเราหลงทาง เราจะเขียน Guidebook ใหม่ของเราเอง

และนั่นเรียกว่าความทรงจำที่ไม่มีในแผนที่ไหนๆ ครับ

ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย Garmin Asus M10E จ้า ^^/

 

Comments are closed.