Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

iPhone 5 ตัวละ 2 หมื่นซื้อได้ [หรือผ่อนหัวโต ?] แต่ Apps [& Line Stickers] ในเครื่องนี้เถื่อนล้วนๆ ~

ไม่แปลกใจเลยที่ทำไม Apple ดูถูกตลาดเมืองไทย เหมือนที่คุณเพื่อนผมใน Microsoft บอกเลยว่าเมืองไทยเนี่ย เอา Xbox เข้ามาขายก็เจ๊ง ~ เพราะคนไทยนิยมแต่ของเถื่อน :D

เดือนก่อน ผมซื้อเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนึงจาก iTunes, ราคา 30 บาท 50 สตางค์ ~

ย้ำว่า 30.50 บาท, เท่ากับข้าวจานนึง ถูกมากๆ o_O!!!

คนที่ใช้ Apps เถื่อน มันก็เหมือนพวกขโมยปลาตอนรถขนปลาคว่ำนี่ละครับ

บางคนบอกว่าเราเกิดมาจน เราต้องเอาเปรียบคนรวยให้มากที่สุด

คล้ายๆ ว่าถ้าผมทำงานหนักมาตลอดชีวิต มีตังค์ซื้อ Benz ขับไปทานข้าว, คนจนสามารถมาทุบรถผมขโมยของได้ทันที เพราะว่าเค้าจนกว่า และผมรวยกว่า [เพราะผมทำงานหนักหามา ส่วนเค้าทำงานเสร็จก็กินเหล้า ?]

เหมือนกันเป๊ะๆ, ตอนที่รถขนปลาคว่ำ คนจนสามารถมาโกยปลากลับไปกินฟรีได้ เพราะคุณจน

คนที่มาโกยปลาจากรถคว่ำก็คือคนที่ใช้ iPhone 5 + Apps เถื่อนนั่นเอง

ถ้าใครอ่าน Blog นี้ถึงบรรทัดนี้แล้วคุ้นๆ ละก็, ลงชื่อหน่อย ~ แปลว่าคุณตามอ่าน Blog ผมมานานจริงๆ

เพราะผม Copy มาจาก Blog เมื่อ 17 เดือนที่แล้ว, เปลี่ยนหัวจาก iPhone 4 เป็น iPhone 5 แค่นั้นเอง :P

 

เรื่องของเรื่องคือตะกี้, ผมได้คุย Facebook กับผู้หญิงคนนึงที่ทำงานอยู่บริษัทผลิตศิลปิน No.1 ของเมืองไทย

ว่าด้วยเรื่อง “ทำไม Line Sticker เถื่อนที่่พ่อค้ารับลงให้เดี๋ยวนี้มันแพงจัง เมื่อก่อนลงเถื่อนทีละ 250 บาทเอง แต่เดี๋ยวนี้โก่งราคาเป็น 500 – 600 บาทแล้ว [ทั้งที่ราคา Sticker ของแท้มันก็เท่าเดิมที่ 1.99 USD]”

มันทำให้เค้าลำบาก, ต้องจ่ายเงินซื้อของเถื่อนเพิ่ม… ถูกโก่งราคา

ถ้าเป็นเมื่อก่อน, ผมคงโมโหผู้หญิงคนนี้สุดๆ

เพราะว่างานส่วนนึงของผม, ก็เป็นงานที่ขาย Idea และถูกโจรขโมย เอาไปกินฟรีบ่อยมากๆ

เค้าไม่เข้าใจหรอก, มันอาจจะแค่ทำให้คุณแม่ผมไม่มีเงินกินข้าว ป่วยหนักก็ไม่มีเงินไปหาหมอก็เท่านั้นเอง ~

แต่ก็ดี, เพราะผู้หญิงคนที่ว่านี้ ทำงานอยู่บริษัทผลิตศิลปืน No.1 ของไทยครับ

 

มันเลยทำให้ผมต้องมานั่งคิดต่อ…

และก็นึกถึงคำพูดของเฮียผู้บริหารเบียร์สิงห์คนนึงที่เคยเล่านิทานให้ผมฟังเมื่อเดือนก่อน,

ก่อนที่จะมีเบียร์ช้าง, เบียร์สิงห์กิน Marketshare ในตลาดเบียร์ไทยไป 90% ด้วย Brand ที่ Solid มาก / ช่องทางการจัดจำหน่ายที่เยอะเพราะอยู่มานานและการไม่มีคู่แข่งโดยตรงด้วยอีกส่วนนึง

จนถึงวันที่เบียร์ช้างเข้ามา, พร้อม Technique ที่เรียกว่า “ขายเหล้าพ่วงเบียร์”

ราคาเบียร์ช้างถูกกว่าเบียร์สิงห์ราว 30%, เจาะกลุ่มชนชั้นล่างและกลุ่มผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นตลาดกว้าง

ทางเบียร์สิงห์ได้ทำการเรียกร้องรัฐว่า ช้างทำการค้าแบบไม่เป็นธรรม [รายละเอียดไปหาตาม Web สาย Marketing ได้]

แต่ก็ไม่เกิดผล, Marketshare ของเบียร์สิงห์ลดลงเรื่อยๆ จนในปี 2547 เหลือแค่ 20 – 30% o_O!!!

 

 ในที่สุด, ผู้บริหารสิงห์ก็ทนไม่ได้ ออกมาประกาศภายในบริษัทว่า เราจะเลิกหวังการจัดการจากภาครัฐสักที

แม้ว่าสิงห์จะมีผู้เล่นในสนามเหลือแค่ 10 คน

และแม้ช้างจะมีผู้เล่น 11, หรือโกงจนมี 12 / 13 / 14 คนก็ตาม

เราก็จะต้องใช้ผู้เล่น 10 คนเอาชนะให้ได้

ในที่สุด เวลาก็ผ่านไปอีก 6 ปี, เบียร์สิงห์กลับมากิน Marketshare ของตลาดได้ 60% อีกครั้ง o_O!!!

  เรื่อง Marketshare นี่คือ Fact นะครับ, เป็นข้อเท็จจริง

แต่ Ok, ว่าเรื่องความไม่เป็นธรรมของหน่วยงานรัฐฯ หรือการโกงของเบียร์ช้างอะไรพวกนี้ อาจจะเป็นการเล่าแบบผสม Bias บ้าง ~ เพราะว่าคนเล่าคือผู้บริหารเบียร์สิงห์ อันนี้ผมก็บอกกันตรงๆ :P

 

 แต่ประโยคที่ Impact มากสำหรับผมในคืนวันนั้นก็คือ

“เรามาเพื่อชนะ, แม้ว่าสิงห์จะมีผู้เล่นในสนามแค่ 10 คน”

เพราะว่าเราคือสิงห์, ตาม Concept คนหัวใจสิงห์ :3

ถ้าคิดต่อ, มันก็แปลว่านี่คือสนามจริงของโลกน่ะครับ

เราไม่ได้อยู่บนสนามที่แข่งกันอย่างเป็นธรรม

การเรียกร้องให้คนใช้งาน App / Sticker แท้, ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะแม้แต่คนที่ทำงานในบริษัทผลิตศิลปิน No.1 ของไทยซึ่งออกมาเรียกร้องให้ซื้อเพลงถูกลิขสิทธิ์วันละ 4000 รอบก็ยังใช้ App เถื่อน

ถ้าผมเป็นคนทำ App & Sticker, ผมควรจะต้องหยุดเรียกร้อง…

 

 กลับมานั่งหาทางทำให้ App & Sticker ของตัวเองมันมีค่ามากขึ้นที่จะจ่ายเงินซื้อ / สร้างช่องทางในการซื้อที่ง่ายขึ้น [หลายคนอ้างว่าใช้ของเถื่อนเพราะไม่มีบัตร Credit] และทำให้คนรู้สึกว่าคนที่ใช้ของเถื่อนคือคนจน โง่ การศึกษาต่ำ

“เรามาเพื่อชนะ, แม้ว่าสิงห์จะมีผู้เล่นในสนามแค่ 10 คน”, ประโยคนี้ ผมจะจำไว้ชั่วชีวิตเลยละครับ :)