Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

Blog นี้ก็ยังคงเขียนที่ Starbucks Thonglor, ระหว่างรอ UberEats มาส่ง “ปูผัดผงกะหรี่จากร้านข้าวต้มแปลงนาม

วันก่อน, ผมขึ้นเวทีพูดในงานสัมมนา How to be a Blogger

ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดี, ในเนื้อหาไม่มี Programming / Coding / HTML ใดๆ แต่ Focus ไปที่ “แนวคิด” และ “การเขียน Blog ในเชิง Business” หรือการใช้ ONline Marketing มา Support ธุรกิจส่วนตัวรวมทั้ง StartUp & SMEs

จบงาน, ก็มีผู้ร่วมฟังสัมมนาท่านหนึ่งบอกผมว่า “ไม่มียุคไหนแล้วที่ร้านค้าปลีกขายดีขนาดนี้ !”

เราอยู่ในช่วงเวลาที่ “ยักษ์ใหญ่” ทำอะไรธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้, แถมยังช่วยให้เราขายดีขึ้นเรื่อยๆ !

how-to-be-blogger-cookiecoffee-no1-thai-stat-review-course-sponsor-free-passive-income-co-working-space

สำหรับคนทั่วไป : มันเป็นประโยคที่บ้ามาก

ส่วนตัวผม “เห็นด้วย” กับสิ่งที่เขาพูดอยู่แล้ว, แต่ก็ยังอยากรู้ว่า “ทำไม” เขาจึงคิดเช่นนั้น ?

ชายคนนี้เป็น “รุ่นสอง” ของร้านตัดสูทชื่อ “อัซซูโร [Azurro]” แถวอโศกซึ่งทำธุรกิจมากว่า 50 ปี !

เดิมทีรุ่นพ่อใช้ “การบอกต่อ [Word of Mouth]” แต่เขาต้องการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่เป็นกลุ่ม Young Executives หรือ Entrepreneur ซึ่งจำเป็นต้องใช้สูทแต่อาจยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรและการเข้าถึงตลาดนี้ก็ง่ายขึ้นด้วยการใช้ Online Marketing !

ถ้าเป็นยุคก่อน, แม้เราจะมีสูทที่ดีกว่า Brand ใหญ่ในห้างแต่ลูกค้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามี…

ปัจจุบันไม่ใช่, เราสามารถใช้ Blog & Facebook เพื่อตรงเข้าสู่ผู้ที่กำลังหาของและพร้อมจะจ่ายเงินใจจะขาดได้

หลังจากคุยกันสักพักใหญ่, ผมก็แนะนำเขาไปว่า “น่าจะทำทั้ง Blog และ Facebook แบบง่ายๆ”

how-to-be-blogger-no-1-thailand-free-seminar-presentation-sponsor-stat-cookiecoffee

ทำ Blog : เพราะคนที่ค้นคำนี้บน Google คือคนที่อยากได้สูทใจจะขาด

ใครที่ “ขึ้นมาอันดับบนๆ ของหน้าแรก” ก็คือคนที่จะได้เงินผมไป, ขอให้ตัว Blog & Website ดูน่าเชื่อถือ / แสดงผลสวยงาม / อ่านง่าย / มีประวัติยาวนาน / พร้อมบริการจัดส่งหรืออื่นๆ ที่อำนวยความสะดวกได้ / ลงแผนที่และเบอร์โทรพร้อม !

เพราะจำได้ว่าตอนที่ต้องขึ้นเวทีเป็น Guest Speaker ใน Hall ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต,

ผมก็คิดอะไรไม่ออกสักอย่างเกี่ยวกับ “การซื้อสูท”

ทั้งที่ “ต้องซื้อวันนี้แล้ว !” และ “เงินก็พร้อมสุดๆ” แต่ก็ “ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน” หรือ “เลือกอย่างไร”

[ที่ทราบอย่างเดียวก็คือพวกสูทสำเร็จรูปตามร้าน Brand มักจะ “ใส่แล้วสวยยาก” เพราะส่วนใหญ่มัน Size ฝรั่ง]

ยิ่งลูกค้าในกลุ่ม Young Exec & Entrepreneur ที่ Image เป็นสิ่งสำคัญ, สูทสวยๆ คือที่สุดแล้ว !

cookiecoffee-blogger-guru-krungri-bank-brand-ambassador-drama-how-to-sponsor-selfie

ทำ Facebook : เพราะคนไทยยังไม่มีความรู้ในการใส่และซื้อสูทเลย

ผมก็เช่นกัน, บ้านเรามันเมืองร้อน

วันก่อน, ผมไปเจอ Post หนึ่งของ Gaysorn Village [ชื่อใหม่ของ Gaysorn Plaza] ว่าด้วย “ทำไมการใส่สูทผู้ชายจะต้องเว้นกระดุมเม็ดล่างสุดเสมอ ?” และแน่นอนว่าผม “ต้อง” กดเข้าไปอ่านทันทีเพราะไม่มีใครอยากแต่งตัวดีๆ แล้ว “เปิ่น”

เนื้อหาที่แนะนำวิธีว่า “ทำอย่างไรไม่ให้หน้าแตก” มีค่า, ก็เพราะว่าคนที่เป็น “ลูกค้าจริง” ต้องอ่าน

ในขณะที่ Brand ใหญ่ Post ขายเสื้อผ้าสารพัดแบบรวมๆ, มีพื้นที่ให้ร้านสูท “Focus” ไปที่สินค้าเฉพาะกลุ่ม

จับ Target คนที่ต้องใช้สูทจริงๆ ซึ่งก็ [น่าจะ] เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงพอสมควร

อนาคตก็อาจจะพ่วง Content อื่นๆ ที่คนกลุ่มนี้น่าจะสนใจเข้าไป, ไม่แปลกถ้ากลุ่มคนที่อยากได้สูทจะอยากรู้เรื่องการลงทุน

gaysorn-village-plaza-facebook-shop-why-suit-left-lst-button-history-blogger-online-marketing

Blog & Facebook : ใช้สื่อ Online อันไหนดีกว่ากัน ?

เป็นคำถามที่ผมโดนทุกครั้งเวลาขึ้นพูดในสัมมนา

แน่นอนว่าผมอยู่ฝั่ง Blog, ในฐานะที่คนมีอ่านวันละประมาณ 80000 – 100000 Pageviews

แต่เมื่อเทียบกับ Facebook, ข้อเสียใหญ่ของ Blog คือมันเป็น “พื้นที่ปิด”

ในขณะที่ Facebook เหมาะมากสำหรับการ “ยิง” ข้อมูลออกไปให้คนรู้จักในวงกว้าง

แต่ทั้งสองก็มี “ข้อดีข้อเสีย” ที่ต่างกันเพราะสินค้าอย่าง “เสื้อสูท” นั้น, ถ้าลูกค้ายังไม่ได้ต้องการจริงๆ ก็คงจะไม่มีวันสนใจหรือไปกด Like หน้า Facebook ที่เกี่ยวกับสูทอยู่ดี [และพอถึงวันที่อยากได้ขึ้นมาก็จำชื่อไม่ได้แถมระบบ Search บน Facebook ก็ไม่ค่อยดี]

ตรงนี้มี Research ของเมืองนอกบอกว่า “คนจะใช้ Google ในฐานะผู้ช่วยแก้ปัญหา” และมักจะ “พร้อมจ่ายทันที”

how-to-be-paid-blogger-cookiecoffee-no1-thai-stat-facebook-course-free-passive-income

how-to-be-paid-blogger-cookiecoffee-no1-thai-stat-review-course-facebook-free-passive-income

Blog VS Facebook

การมีทั้ง Facebook ทั้ง Blog จึงเป็นคำตอบที่ดีและทั้ง 2 Platforms นี้ก็สามารถใช้ Content บางอย่างร่วมกันได้, เช่นอะไรที่ Share ขึ้นไปบน facebook แล้วได้เสียงตอบรับดีก็อาจเก็บมาสะสมเอาไว้บน Blog เพื่อให้ Google Search Engine ค้นเจอ

ใช้ Facebook เพื่อสร้าง Image ที่ดีหรือยิง Promotion

ยิ่งทุกวันนี้มี Facebook, ที่อนุญาตให้เราซื้อ Ad โฆษณาแบบ “ระบุ” รายละเอียดทั้งอายุ / เพศ / ความสนใจ

และใช้ Blog เป็นเหมือน “ฐาน” ตั้งรับลูกค้าที่อยากจ่ายเงินซื้อสินค้าใจจะขาด, พร้อมแผนที่เบอร์โทร

[ร้านอาหารก็เช่นกัน, ไม่ค่อยทำ Menu และราคาบน Facebook รวมทั้ง Starbucks ด้วย]

Brand ใหญ่หรือห้างจะขายสินค้า Mass แค่ไหนก็เป็นเรื่องของเขา, รู้แค่ว่าเราจะขายอะไรและใครคือลูกค้าเท่านั้นพอ

phoenix-lava-salapao-bao-japan-stupid-bird-brand-review-free-ubereats-macbook-matcha