Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

Nagiya เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแนว Izakaya ตรง Nihonmura ทองหล่อ 13, ที่ผมผ่านตั้งแต่มันเปิดร้านวันแรก… แต่ก็ไม่เคยได้เข้าสักที ยิ่งช่วงหลังๆ ยิ่งไม่คิดจะเข้าเลยเพราะมันกลายเป็นร้านแนวๆ ที่คนไทยเห่อมาต่อคิวกินกันจนล้น

จนเมื่อวาน, เข้าพรรษา ห้ามขายเหล้า…

จาก STarbucks ทองหล่อเดินไป, กะจะลองชิม Hanako Kappo

แต่มองไปทาง Nagiya, เห็นร้านโล่ง ก็เลยแวะเข้าไป ~

นึกว่าอยู่ที่ญี่ปุ่นจริงๆ o_O!!!

คือ 2 ภาพนี้เนี่ย, นึกว่าร้านเดียวกัน…

ภาพบนอยู่ที่ Hama @ Ginza, สวนภาพถัดมาถึงจะอยู่ที่ Nagiya ทองหล่อนะครับ :P

บรรยากาศของ Nagiya นั้น ไม่ต้องบรรยายมาก, Izakaya แท้ๆ เลย… คือโหวกเหวยโวยวาย ล้งเล้งๆ มี Menu อาหารเขียนด้วยลายมือมั่วๆ แปะติดเต็มข้างฝา [บางทีคนญี่ปุ่นยังอ่านไม่ออกเลย – -]

เมื่อเราเข้าร้าน, พนักงานก็จะตะโกนพร้อมๆ กันว่าลูกค้าเข้าแล้ว ~

ตอนออกจากร้าน, ทุกคนก็จะมาโค้งขอบคุณ… ถึงจะดูบ้านๆ โทรมๆ แต่ Izakaya ญี่ปุ่นของแท้ต้องแบบนี้ – -/

[นึกถึง Tadaima, Izakaya จากนรกที่ทำกับผมเมื่อ Week ก่อน… ราคาเท่าๆ กันเลย เสียดายตังค์ :(]

โต๊ะก็เป็นแบบโต๊ะไม้เก่าๆ กับแบบนั่งบนเบาะญี่ปุ่น :D

 Ad โฆษณาเบียร์ Asaha ยุคสงครามโลก, ให้ Feeling แบบ Hitler สุดๆ อยากแปะไว้หน้าบ้านผมจัง – -v

บอกก่อนจะ Review แบบมี Bias เลย, ผมคิดว่า Nagiya ก็คงรสชาติงั้นๆ ~ เป็นร้านแนวๆ คนไทยบ้าเห่อกันมากิน น่าจะไม่ได้อร่อยมากมาย เหมือนพวกร้านดาราขาย Sushi แพงๆ อะไรประมาณนั้น

แต่กินเข้าไปแล้วแสงพุ่งแบบนี้เลย ~> *O*

แค่ไก่ทอด Karaage ครับ, ภายนอกกรอบสุดๆ แต่ข้างในยังนุ่มชุ่มน้ำ ~ แบบที่ว่ากัดแล้วยังมีน้ำในเนื้อไหลออกมา แถมเนื้อไก่หมักมาให้มีรสเค็มนิดๆ เมื่อบีบมะนาวผ่าซีกลงไปอีกหน่อย…

Karaage ที่อร่อยที่สุดในชีวิตผม, คือที่ Nagiya ไม่มีพลาด…  – -/

5 ชิ้นแค่ 80 บาท, ราคาเท่ากับซากไก่แห้งๆ ทอดทิ้งไว้ข้ามคืนของ Tadaima เมื่อ Week ที่แล้วเลย…

คือมันอร่อยจริงๆ ~ ในร้าน Nagiya มืดๆ เนี่ย สว่างวาบเพราะลำแสงที่พุ่งออกจากปากผมไม่หยุด *O*

แค่ไก่ทอด Karaage ยังได้ขนาดนี้…

Menu ขึ้นชื่อของ Nagiya จริงๆ ก็คือหม้อไฟครับ…

มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งน้ำซุป Shoyo / แกงกะหรี่ / กิมจิ / Sukiyaki [แบบญี่ปุ่น, ออกหวานๆ สีเข้มๆ]

ที่น่าสนมี 2 ตัวคือ Motsu, ไส้วัวและก็ Shiroi Miso [เต้าเจี้ยวสีขาว ประมาณนั้น]

แต่เมื่อวานผมไปกับคุณแม่, ไม่ทานเนื้อวัว… ก็เลยสั่งตัวที่เป็นน้ำซุปสีขาว Shiroi Miso มาลองกินดู และแน่นอนครับว่า มันเหมือนในภาพเลย คือหม้อไฟเล็กๆ ตื้นๆ แต่มีผักกองกันมาเป็นภูเขาไฟ ^^)

ราคาหม้อไฟจะคิดต่อคน, หัวละ 3xx บาท… ใน Nagiya เนี่ย ผมว่ามีแค่หม้อไฟที่ราคาแพงนิดนึง นอกนั้นไม่แพงเลย

คุณพนักงานจะมาล้มผักให้เมื่อถึงเวลา ~ และก็คอยดูแล เติมน้ำซุปในหม้อให้เราเป็นระยะๆ :)

 ทีแรกก็คิดๆ เหมือนกันครับว่าจะกินยังไงหว่า…

น้องสาวผม, คนที่เคยไปเรียนที่ญี่ปุ่นยังแซวว่า ยังกะหม้อต้มหญ้า… กินได้เรอะเนี่ย – –

แต่พอมันเริ่มเดือดจริงจัง, ผักก็เริ่มเปื่อย… ทีนี้ละครับ กลิ่นหอมฟุ้ง ~ น้ำซุปร้อนๆ ก็เข้มข้นมากด้วยกลิ่นของ Shiroi Miso ที่ยิ่งกินยิ่งต้ม มันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อีก และมันมีรสแฝงเผ็ดนิดๆ ด้วย น่าแปลกใจ o_O?

ไม่ต้องมีน้ำจิ้มใดๆ ก็ลงตัวแล้ว ~ เนื้อไก่สับหยายๆ ปั้นเป็นก้อนในหม้อก็นุ่มขนาดที่ว่าละลายในปากเลย o_O!!!

ยังกะหม้อแห่งเทวดา Miso ~ นี่พูดจริงๆ นะขอบอก :D

ระหว่างที่กำลังรอให้ผักล้มได้ที่, บ้านผมก็กำลังก้มลงกราบข้าวหน้าปลาดิบ Chirashi กล่องนี้…

ข้าวหน้าปลาดิบในกล่องไม้สำหรับสามคนกิน, ราคา 190 บาท o_O!!!

พระเจ้าแห่งทองหล่อและคุณป้าโอซาก้าช่วยผมด้วย…

ในกล่องมีข้าว / ไข่หวาน / หอยเชลล์ Hotate / เห็ดหอมต้ม / ปลาซาบะ / Toro / ปลา Salmon / แตงกวาและไข่กุ้ง, โปะหน้าด้วยกุ้งและใบชิโสะเพิ่มความหอม, กล่องนี้แค่ 190 บาทจริงเหรอ o_O?

ตอนเรียก Bill, ผมต้องนั่งไล่หา Chirashi เลยว่าผมดูราคาไม่ผิดนะ !!!

ยังไม่จบ, ก่อนที่ผมจะปรุงวาซาบิกับ Shoyu เพื่อราดลงไปในกล่อง [ปรกติคนญี่ปุ่นจะไม่ละลายวาซาบิกับ Shoyu นะครับ ยกเว้นแต่จะละลายเพื่อผสมราดในอาหารอื่นเช่นข้าวหน้าปลาดิบ]

คุณน้องสาวผมก็เบรคทันที ~ เพราะว่าข้าวมันปรุงมาแล้ว ด้วยการราดซอสหวานนิดๆ ซ่อนอยู่ข้างใต้ !!!

 คือคนไทยเรา, แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็มักจะกินพวกข้าวหน้าปลาดิบด้วยการราด Shoyu รสเค็มมากกว่า

แต่การปรุงซอสหวานลงไปเลยเนี่ย, ผมเพิ่งเคยเจอใน Izakaya แบบนี้ ~ และก็ไม่คิดว่าข้าวหน้าปลาดิบๆ เนี่ย มันจะเข้ากันกับรสหวานของซอสได้… แต่ภาพข้างบนยืนยันความอร่อยได้เป็นอย่างดี

หลังจากตักแบ่งให้คุณแม่กับคุณน้องสาวแล้ว, ผมก็ยกกินทั้งกล่องเลย ~ แสงพุ่งวาบๆ เข้ากับหม้อไฟร้อนๆ เหลือเกิน *O*

ซึ่ง ณ ตอนนี้, หม้อไฟก็ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นหม้อที่ซดได้สบายๆ ~

คุณพนักงานมาเติมซุปให้เพิ่ม ~ ถ้ามีเบียร์ Asahi ด้วยก็คงแจ่มแมวแง๊วๆ กันทีเดียว – -/

[ชาอู่หลงที่นี่ถ้วยละ 30 บาท, Refill ด้วยการเอากาน้ำชามาวางให้ที่โต๊ะเลย :)]

ผักข้างใต้ก็ยังมีกะหล่ำปลีและถั่วงอกกรอบๆ ด้วยนะ :D

 ผ้าเย็นเช็ดมือฟรี / วาซาบิฟรีและเรียกพนักงานเติมน้ำซุปก็ฟรีครับ… :P

นอกจากหม้อไฟแล้ว, Nagiya ก็ยังมีอาหารแนวๆ ของแกล้มเหล้าอื่นๆ อีกเยอะเลยเช่น Sashimi / Yakotori แบบต่างๆ / ข้าวปั้นแบบกลมๆ [Maki] และแบบเป็นคำ [Nigiri] ก็มีครบ ในราคาไม่แพงด้วย

ไก่ย่าง Yakitori จะตกราคาไม้ละ 30 บาท

Nigiri Sushi แบบชุด 1 คนอิ่มก็ 520 บาท

[แต่ผมว่าสั่ง Chirashi กล่องๆ ดีกว่านะ ถ้าไม่ได้ Serious ว่าอยากเห็นปลาแล่เป็นชิ้นๆ]

ระหว่างที่หม่ำๆ ก็จะได้ยินเสียงล้งเล้งๆ จากการเก็บจานชาม / การวิ่งไปมาของคุณพนักงานและการตะโกนต้อนรับหรือขอบคุณลูกค้าแบบพร้อมเพรียงกันเป็นระยะๆ, เหมือน Izakaya ของแท้ที่ญี่ปุ่นเป๊ะ

 

กลายเป็นร้านในดวงใจ ~ อยู่ติดกับ Uomasa อีกต่างหาก, กลางวันกิน Lunch Set ก่อน แล้วไปนั่งทำงาน Starbucks ซอยข้างๆ ก่อนจะกลับมาซด Asahi แกล้มหม้อไฟที่ Nagiya… สมบูรณ์แบบมากใน 1 วัน :D

ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย Optimus 4X ~ เป็นรุ่นนึงที่กล้องดีมากเวลาถ่ายกลางคืนนะผมว่า ;)

 

Comments are closed.