Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

ไปกิน The Grape Story ครั้งแรกไกลถึง Santorini Park ชะอำ, ทั้งที่แถวๆ The Nine ก็มี – –

จริงๆ ผมอยากจะเข้าร้าน Coffee Meet & Greece ที่อยู่ข้างๆ กันมากกว่า, เค้าจัดร้านได้น่ารักดี ในแบบ Library & Coffee แต่สาวเจ้าที่เดินอยู่ข้างกันทำตาปิ๊งๆ แล้วบอกว่าชอบทานองุ่นมากเลยค่ะ *-*

โดยภาคบังคับ, ก็ต้องทาน The Grape Story จนได้ – -*

Menu ของ The Grape Story มีไม่เยอะ, เน้นองุ่น แต่ก็มีพวกกาแฟให้ดื่มนิดหน่อย

ผมสั่งกาแฟดำ, ที่นี่ตั้งชื่อตามแบบ Italian ว่า “Lungo” [ถ้าชื่อแบบ American คือ “Americano”]

Bakery & Cake ที่ The Grape Story เกือบทั้งหมดเป็นองุ่น, อาทิเช่น Grape Pie & Grape Cheese Pie ซึ่งก็น่าจะเป็นแบบนั้นน่ะนะ :)

แต่ก็มีพวก Blueberry Cheese Cake ด้วยเหมือนกัน

 เรื่องกาแฟ, ราคาก็ไม่ถูกเลยครับ แก้วละเกือบร้อยแต่เล็ก…

ส่วนตัวผมว่าคุณภาพก็กลางๆ, ถ้าอยากกินกาแฟแบบ Lungo ไป Segafredo Zanetti ดีกว่า

[แต่นี่มันร้านองุ่น, ก็ว่าเรื่องกาแฟมากไม่ได้ :)]

พวก Cheese CAke จะราคาอยู่ราวๆ 1xx บาท ส่วน Pie & Cup Cake ก็จะไม่ถึงร้อยครับ

หน้าตาของ Grape Pie ก็เป็นแบบในภาพที่เห็น, ชิ้นไม่ใหญ่นัก ข้างนอกกรอบๆ ข้างในนุ่มๆ ~

 แต่ตัวคนสั่งบอกว่าไม่อร่อย – –

ผมชิมแล้วก็รู้สึกว่ามีแต่รสหวานอย่างเดียว, ก็เลยทานได้คำเดียวแล้วก็วางส้อม ดื่ม Lungo ของผมต่อดีกว่า ~

 รวมๆ แล้ว, รสชาติขนมของ Grape Story ออกจะเป็นรสแบบขนมฝรั่งที่คนไทยทำ และเน้นโทนหวานมากซะหน่อย ~ ใครที่ชอบรสเบาๆ แบบฝรั่งหรือญี่ปุ่น คงไม่ค่อยถูกใจเท่าไรครับ

แต่ผมชอบ Concept และการตกแต่งร้านของ The Grape Story นะ

คือคุม Tone สีม่วงแบบทั้งร้าน, แต่ไม่ออกแบบม่วงป้าๆ แก่ๆ ~ ดูม่วงแบบน่ารักๆ เด็กๆ ซะมากกว่า :)

ใครที่ชอบองุ่นก็ลองไปแวะดู, ในกรุงเทพฯ เห็นมีที่ The Circle & The Nine ด้วย

ภาพทั้งหมดก็ถ่ายด้วย iPhone 5 เครื่องส่วนตัวผมเองจ้า ^^)