อยากเขียนถึงหลายทีแต่ไม่มีจังหวะและเล่าให้เห็นภาพได้ยาก

พอดีเมื่อวาน, เจอ Article บน The Washington Post เรื่อง “Adaptability is the Most Important Skill in the Covid 19 Era”

ใกล้เคียงมากกับสิ่งที่ผมคิด

และสิ่งที่เจอมาตลอดชีวิตการทำงานในสาย Digital เกือบ 20 ปี

โลกยุคก่อนหน้า, เราให้ความสำคัญขั้นสุดกับ “ความรู้”

แต่จากนี้ไป, “ความรู้” จะกลายเป็น “กับดัก” อันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตการทำงานและธุรกิจอีกหลายล้านถึงคราวล่มสลาย

ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน, ตอนที่ผมยังทำงานด้าน Smartphone

อยู่มาวันหนึ่ง, Apple ก็เปิดตัว iPhone

.

.

.

iphone-12-apple-maps-3d-review-japan-tokyo-unlocked-subway-apple-store

ใครที่เกิดทันยุคนั้น, ต้องรู้จัก “Flash Player”

ส่วนใครที่เกิดไม่ทัน, เอาง่ายๆ ว่ามันคือภาพเคลื่อนไหววูบๆ วาบๆ สวยๆ วิบๆ วับๆ บน Web Browser ทั้งบนมือถือและบน Computer

Website ไหนใช้ Flash จะดู “ล้ำสมัย” มาก [ยิ่งกว่า YouTube บวก TikTok]

จนกระทั่ง iPhone รุ่นแรกเปิดตัว, และไม่รองรับ Flash

Magazine มือถือสมัยนั้นพร้อมใจกันเขียน Review ว่า “iPhone ไม่รองรับ Flash !!!”

ในขณะที่อุปกรณ์ IT ทุกสรรพสิ่งในโลกรันได้

ทุกครั้งที่ iPhone ออกรุ่นใหม่มา, ทุกสื่อจะรุม “สับ” เลยว่า “ข้อเสียใหญ่คือรัน Flash ไม่ได้ !!!”

และผมก็มีรุ่นพี่สาย IT ท่านหนึ่งที่เชื่อมั่นใน Flash มาก

ไม่ใช่แค่ถนัด, เขายังทุ่มเงินเรียนทุ่มเงินสร้างบริษัท

ฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่เรียกว่า Flash

เพราะ iPhone ที่ทำยอดขายได้ไม่กี่เครื่องต่อปีต้องล่มสลายในเร็ววันแน่ๆ

แต่ตรงข้าม…

.

.

.

กลายเป็น Flash ที่ตาย

เริ่มไม่มีใครจ้างบริษัทของเขา

แต่เขาไม่เชื่อ, ยังยืนยันว่า Flash ต้องคงอยู่ตลอดไป !!!

จนปี 2014, Google ออกมายืนยันเองว่า Flash ไม่มีที่ยืนในสังคมแล้ว

จากที่ทุก Website ต้องมี Flash [ในปี 2011, หนึ่งในสามของ Websites ทั้งหมดบนโลกมี Flash]

กลายเป็นทุกคนทิ้งมันเกือบหมดสิ้นในปี 2014 [Google’s director of engineering said the number of people viewing a page with Flash has decreased from 80% in 2014]

ถึงอย่างนั้น, เขาก็ยังฝืนดันทุรังรับแต่งาน Flash !!!

ทั้งที่ Flash คือ “ขาลง”

แล้ววันหนึ่ง, บริษัทของเขาก็ปิดตัวตามไป…

.

.

.

ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือยิ่งวันการตกยุคจะยิ่งไว

Flash ใช้เวลา 10 ปี

แต่ “สิ่งที่ใหม่ล่าสุดวันนี้” อาจใช้เวลาแค่ 5 เดือน

“ความรู้” จะทำให้เราติดกับดับ, เหมือนเขาที่เชื่อว่า Flash จะต้องคงอยู่ตลอดกาล !!!

ทั้งที่คนนอกและเด็กรุ่นใหม่เห็นชัดว่า Flash ใกล้ตายเต็มทน

และทั้งที่ลูกค้าเองก็เองน้อยลงๆ ทุกวัน

แต่แปลก

ที่รุ่นพี่ผมไม่เห็น…

อาจไม่เห็นจริงๆ

หรืออาจรู้สึกแล้วว่าอันตราย, แต่ลึกๆ ในใจยอมรับไม่ได้…

.

.

.

ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจรู้สึก [อีกแล้ว] ว่าผม “เวอร์ !!!”

เพราะ “คนที่ทำ Flash เป็นสามารถปรับมาทำอย่างอื่นแทนได้แค่ใช้เวลาเรียนรู้สักหนึ่งปี”

ซึ่งจริง

[อย่าเพิ่งร้องว่า “อ้าว ?!?”]

สำหรับพนักงานบริษัทอาจไม่เห็นผลชัด, แต่สำหรับธุรกิจ

มันคือสิบปีที่เสียโอกาสไป…

นึกภาพง่ายๆ, เหมือนเราเอาเงินสิบล้านไปใส่ในหุ้นที่มีแต่ลงและลง

แน่นอนว่าสักวันมันอาจ “ขึ้น”

แต่กว่าจะถึงวันนั้น, เราเสียโอกาสในการ “เล่นหุ้นตัวอื่น” ที่อาจจะขึ้นถล่มทลาย

เงินสิบล้านจมไปนิ่งๆ สิบปี

แทนที่จะขึ้นสิบเท่า

และที่เลวร้ายกว่านั้น, คือ Technology อาจไปแล้วไปลับ

หุ้น Bank ต้องกลับมาในสักวัน, หุ้นน้ำมันก็เหมือนกัน

แต่ในโลก IT, สิ่งที่จบไปแล้ว…

อาจไม่มีวันหวนคืนอีกเลย

อาจจริงที่คนมีพื้น Flash [หรือภาษาใดๆ ในการเขียนโปรแกรม] สามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ได้ในเวลา 6 เดือน

แต่ถึงอย่างนั้นก็สายไป

เพราะในช่วง “สิบปีแห่งความว่างเปล่า” นั้น, มันมีเด็กรุ่นใหม่และคนรุ่นเดียวกันที่ “ปรับตัวทัน” ชิงนำหน้าไปนานแล้ว

และไม่ใช่แค่ในแง่ความเก่ง

แต่รวมถึงการยึดฐานลูกค้าไปหมดทั้งตลาด

และนั่นคือสิ่งเดียวกับที่ The Washington Post เขียนไว้ว่า “Adaptability”

.

.

.

ความสามารถขั้นสุดในการปรับตัว

ความกล้าในการทิ้งสิ่งเก่าๆ, ทันทีที่รู้สึกว่า “มันไม่ใช่แล้ว”

ความรู้สึกนี้ที่ฟังดูคล้ายลางสังหรณ์ [แต่แน่นอนว่าต้องบวกเรื่องตัวเลขและสถิติด้วย] จะกลายเป็น Skill ที่มีค่าที่สุดในยุค The New Normal

ความรู้จะกลับกลายเป็นกำแพง, ยิ่งรู้มากเท่าไรยิ่งไม่กล้าทิ้งสิ่งเก่าๆ

ในโลกที่หมุนไว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่,

เจ้าของธุรกิจ

หรือพนักงานบริษัท

ไม่มีใครหนีพ้น

เราจะเห็นการ “ล้ม” อีกนับไม่ถ้วน, ของยักษ์ใหญ่ในโลกใบเก่า

น้ำมัน

ธนาคาร

สายการบิน

ในโลกที่อนาคตไม่อาจทำนาย

สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ความรู้

แต่เป็นการทิ้ง, เพื่อให้ชีวิตเดินหน้าต่อไป

เพื่อไม่ให้สิบปีแห่งความว่างเปล่าหวนกลับมา…

majnu-ka-tilla-india-backpack-maps-tibetan-colony-aruna-nagar-dalai-lama-refugee-hostel