Special : สมัครบัตร Amex วันนี้ฟรีตั๋วชั้นธุรกิจสู่ญี่ปุ่น 4 ใบ ! > "Click"

--------------------------

Mark Zuckerberg ปรับระบบ [Algorithm] อีกครั้งเมื่อต้น July 2016 ที่ผ่านมา, แน่นอนว่า…

“Organic reach on Facebook, the potential visibility of posts made by a business or organization account without any paid boosts has been declining steadily for years now !”

แม้จะยังไม่มีตัวเลขชัดเจนออกมาแต่คาดว่ายอด Reach ของผู้เห็น Facebook Fan Page ตอนนี้เหลือไม่ถึง 1%

ตั้งแต่ Facebook เปลี่ยน Algorithm, ผมไม่เห็นกระทั่ง Fan Page ของ STarbucks Thailand

[และช่วงนี้งาน Blogger ของผมก็ยุ่งมาก, จนไม่รู้กระทั่งว่าวันนี้คือ “วันเกิด Starbucks” เพราะไม่เห็น Feed ใดๆ !]

ios10-beta-2-free-update-non-developer-facebook-app-crash-solve-cookie

Facebook Fan Page แทบไม่เหลือมูลค่า [ถ้าไม่จ่ายเงินค่าโฆษณา]

“Ogilvy released a study of 106 brand pages that found their average organic reach had dropped from 12.1% in October 2013 to 6.2% in February 2014. For pages with more than 500,000 likes,

the average organic reach declined from 4.1% to 2.1%”

ตัวเลข “2.1%” คือปี 2014

แต่นี่คือครึ่งปีหลังของ 2016, หลาย Fan Pages พบว่ายอดผู้อ่าน [View & Reach] ของตนเหลือไม่ถึงกระทั่ง 1% !

เหตุผลง่ายๆ ก็คงเดาได้, Zuckerberg ต้องการให้คนจ่ายเงินลง Facebook Ad นั่นเอง

[Obviously, Facebook was trying to drive more marketers to pay for advertising on the platform]

facebook-fan-page-reach-down-cut-2016-2017-how-to-brand-advert

Facebook อยากให้เห็น Feed ของเพื่อนๆ มากกว่าของ Fan Page [จริงหรือ ?]

พวก Marketers ส่วนใหญ่จะตอบแบบนี้, ว่าจริงๆ Zuckerburg ไม่ได้คิดแต่เรื่องเงินหรอก !

แต่เป็นเพราะทุกวันนี้มันมี Facebook Fan Pages มากเกินไปจนเราไม่เห็นเรื่องราวของเพื่อนๆ ต่างหาก

ผมงงมากกับเหตุผลข้อนี้…

ถ้าเราไม่อยากเห็น Spam จาก Facebook Fan Page ไหน, ผมว่าผม Unlike เองได้ !

การที่ผม Like หน้า Fan page ไหนก็แปลว่า “อยากได้ข่าวสารใหม่ๆ” เช่นเดียวกับที่ผม Like หน้า Starbucks Thailand, แต่กลายเป็นว่า Facebook ไม่ยอมแสดง Feed ของ Starbucks หากไม่ยอมจ่ายเงินลงโฆษณาหรือซื้อ Facebook Ad…

ล่าสุดต้นเดือน July 2016, ผมไม่เห็นกระทั่ง Feed ของ BBC / NHK และ Fan Page ข่าวแล้วด้วยซ้ำ

starbucks-mug-new-york-macbook-air-iphone-6s-black-coffee

วิธีแก้ปัญหาการลด Reach / View อย่างมหาศาลของ Facebook

1. ซื้อ Facebook Ad : คงไม่ต้องอธิบาย, การจ่ายเงินคือสิ่งที่ Zuckerberg ต้องการอยู่แล้วและราคา Facebook Ad ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่อไปทุกๆ คนจะต้อง “แย่ง” พื้นที่บนกระดานชื่อ “Timelines” ให้กลายเป็นป้ายโฆษณาของตน

2. ทำเนื้อหา [Content] ให้น่าสนใจ : ฟังดูง่ายและ Marketer ส่วนใหญก็มักจะแนะนำวิธีนี้

แต่ชีวิตจริงใช่ว่าทุก Brand จะขายสินค้าที่ “สร้างเรื่องราว” ได้อย่าง iPhone หรือกาแฟ Starbucks

[และความจริงคือขนาด Starbucks ยังต้องซื้อ Facebook Ad…]

ผมก็นึกไม่ออกว่าถ้าเหล่า Marketer ต้องมาขายปุ๋ยคอก / ก๊อกน้ำหรือยาถ่าย, จะทำเนื้อหาให้คนอยากอ่านแบบไหน

สรุปง่ายๆ ว่า 2 ข้อแรกไม่ช่วยอะไรเลย…

ios10-beta-free-upgrade-how-to-macbook-2016-japan-cookiecoffee-cat-blog

3. กลับสู่ Blog & Website : นี่เป็นอีกหนึ่ง Choice ที่ผมอ่านเจอจาก Website สาย Online  Marketing ของเมืองนอก, เขาสังเกตว่ายอด Reach & View บน Facebook Fan Page มันลดลงอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับราคาค่าลงโฆษณา

Brand ใหญ่อาจไม่สะเทือน, แต่คนขายสินค้า Consumer Product หรือ SMEs ถึงขั้นกระอัก

ที่ต่างประเทศ, หลาย Brands หวนกลับมาสู่ Website และ Blog ที่เคยหลงลืมไป

Blog & Website ไม่มีวันถูกใครลด Reach และสองสิ่งนี้คือ “สมบัติ” ที่ Brand เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

ผมเองเคยเขียนไว้นานแล้วว่า Blog กลายเป็นอสังหาฯ, คือถนนที่มีคนเดินผ่านวันละ 70000 คน

[ถ้าเป็น Facebook Fan Page, Zuckerberg เห็นเข้าจะรีบยกไม้มากั้นให้คนผ่านได้เหลือวันละ 70 คนแล้วเก็บค่าผ่านทาง]

cookiecoffee-blogger-thai-best-stat-no-1-uips-visitor-mobile-it

4. เลิกเล่น Facebook : ฟังเหมือนประชดแต่เอาจริง

ที่เมืองนอกก็เริ่มแล้วเช่นกัน, มันไม่ถึงขั้นออกไปเดินขบวนถือป้ายด่า Zuckerberg แต่หลาย Brands เลือกจะย้าย Budget ไปอยู่บน Website / Blog หรือว่า Social Media ตัวอื่นที่ “เขี้ยว” น้อยกว่า Facebook หรือไม่ก็กลับสู่โลก Offline

ดีกว่าต้องจ่ายเงินมหาศาลให้ Facebook ทุกวัน, โดยไม่ได้อะไรกลับมาเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร

ยิ่ง Product ที่ Niche มากหรือต้องการลูกค้าแบบ “ปัจจุบันทันด่วน” อย่าง “ปะยางรถยนต์”

คงไม่มีใครอยาก Like หน้า Fan page ของร้านปะยางแต่ร้านพวกนี้ควรหาทางทำให้ตัวเองอยู่บนหน้าแรกของ Google มากกว่า, เพื่อให้เวลาคนรถเสียกลางทางสามารถ Search ด้วยคำว่า “ปะยาง + อ่อนนุช” แล้วเจอร้านเราทันที

แน่นอนว่าร้านไหนที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของ Google Search ได้เงินแน่นอน

facebook-advert-vs-google-search-seo-onnut-tire-2016-example-cut-reach

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น, มันสรุปได้สั้นๆ อย่างหนึ่งว่า “เราฝากชีวิตไว้กับ Facebook มากเกินไป” และ Zuckerberg ก็รู้เรื่องนี้ดีจนถึงขั้นที่สามารถรีดเงินค่าโฆษณาจากเราเท่าไรก็ได้ด้วยการปรับลดยอด View & Reach ลงไปเรื่อยๆ จนแทบจะเหลือ 0%

หรือถ้าใครยังอยู่ที่ 1% ก็อย่าเพิ่งดีใจไป, นี่ไม่ใช่การปรับลดครั้งสุดท้ายแน่นอน…