Special : "How to สร้างตัวตนออนไลน์ให้ชีวิตและธุรกิจด้วย Social Media !"

อีกหนึ่ง Logic สุด Amazing จาก Web โลกสวย, แถมยังเป็น Comment ที่ได้รับการ Voted แนะนำอีกต่างหาก

ช่วงนี้, ถ้าใครตามข่าวธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศคงจะเห็นกระแส “การเลิกจ้าง” ที่หนักมากจากทุก Industry ไม่ว่าจะเป็น Deutsche Bank / General Motors หรือที่ใกล้ตัวเราหน่อยก็ SCB ที่ประกาศว่าจะ Layoff พนักงานรวมกว่าหมื่นชีวิต !

ส่วนหนึ่งอาจเพราะ “เศรษฐกิจไม่ดี” แต่อีกสาเหตุคงไม่พ้นการเข้ามาของ Application / Robot และ Ai

[Robot ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหุ่นยนต์แบบ Gundam, แค่แขนกลยกของจากสายพานก็ถือเป็น Robot เช่นกัน]

ผมเห็นคน Comment แนวเยาะเย้ยถากถางว่า “ถ้าทุกคนตกงานแล้วใครจะซื้อสินค้าที่ Ai & Robot ผลิต !!!”

blue-sky-sathorn-city-pyramid-empire-tower-chongnonsri-bts-cbd-bangkok-real-estate-highest-price

แต่ความจริงคือทุกวันนี้มันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว

ความหมายของผมคือ 90% ของอสังหาฯ มีแค่คน 10% ของประเทศเท่านั้นที่ “มีปัญญาซื้อไหว” และความจริงยิ่งกว่าก็คือแค่คน 10% จับจ่ายซื้อขายกันไปมาก็มีค่ามากกว่าอีก 65 ล้านคนรวมกัน, ซึ่งคนที่จะ “ตกงาน” เพราะ Robot & Ai ในอนาคตอันใกล้

ก็คือ “กลุ่ม 90%” ที่ว่านี่แลฯ

เพราะยิ่งเป็น “แรงงานระดับปฏิบัติการ” มากเท่าไร, ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะถูกแทนที่ด้วย Robot / App / Ai ได้ชัดขึ้น

[เดิมอาจเป็นพวกสาวโรงงานในนิคม, แต่พนักงานหน้าสาขาธนาคารหรือร้านนั่นนี่ก็อาจเข้าข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน]

ตรงกันข้าม, กลุ่มที่ได้ประโยชน์สุดๆ จากการหันมาใช้ Robot & Ai ก็คือ “10%” ที่อยู่บนสุด

คนกลุ่มนี้จะรวยขึ้น, และเงินหมุนในสังคมก็จะเกิดจากคน 10% จับจ่ายซื้อขายกันไปมานั่นเอง

benz-mercedes-credit-card-citibank-vs-kbank-kingpower-signature-visa-review-salary-freelancce

คน 90% ไม่มีความหมายใด

ดังตัวเลขจากธนาคารกลางไทยที่ระบุชัดเจนว่า “คนเพียง 100000 คนถือเงินเท่ากับอีก 90 ล้านบัญชีรวมกัน”

นี่นับแค่ “บัญชีเงินฝาก”, ยังไม่รวมพวกหุ้น / กองทุน / อสังหาฯ ซึ่งคนกลุ่ม 10% ที่ว่าฯ ต้องมีแน่ๆ อยู่แล้ว

และยังนับไม่นับในแง่ “ธุรกิจ”, นี่คือ “บัญชีส่วนบุคคล”

ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมธนาคารถึงเลือกปฏิบัติกับคนรวยมากว่า, ไม่ว่าจะเป็นพวก Wisdom ขึ้นไปจนถึงพวก Private Banking เพราะความจริงคือรายได้ 90% [หรืออาจมากกว่านั้น] ของธนาคารมาจากกลุ่มคนแค่ 10% เท่านั้น !

และมันก็เป็นเช่นนี้ในทุก Industry, เหมือนที่ Business Class & First Class คือตัวทำกำไรให้สายการบิน

หาใช่อีก 90% ของที่นั่งในระดับ Economy Class ไม่

cathay-pacific-review-business-class-welcome-drink-champagne-sck-advert-banner-suvarnabhumi-airport

ถึงคนอีก 90% ตกงานเพิ่มเท่าไรก็ไม่ส่งผลต่อคนด้านบนอีก 10%

มีคน Comment ในกระทู้นั้นว่า “วันหนึ่งคนจนจะต้องลุกฮือขึ้นมาถ้าทนไม่ไหว”

ถามว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ไหม ?

เพราะความจริงในปัจจุบัน, คน 90% ก็ไม่มีปัญญาซื้อบ้าน [ซึ่งเป็นพื้นฐานของพื้นฐานของ “ปัจจัยสี่”]

แต่ก็ไม่เห็นใครโวยวายอยู่ดี, ส่วนหนึ่งผมว่าเพราะคน 10% ด้านบนมี “วิธีจัดการที่เข้าท่า” เช่นการปล่อยกู้ลงมาให้คนด้านล่างยัง “พอจะต่อฝัน” ของตัวเองได้และเมืองไทยเราอาจมี “ความพิเศษ” เพิ่มมาอีกอย่างคือ “การกระทืบกันเอง”

ถ้าใครในกลุ่ม 90% เกิดโวยวายขึ้นมา

เขาก็จะโดนรุมด่าสารพัดเช่น “ไม่พอเพียง” หรือ “ไม่พัฒนาตนเอง” และ “ไม่รู้จักปรับตัว”

ekkamai-bts-station-baanrai-coffee-condo-traffic-blue-sky-impression-presale

เอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้ Anti ระบบนี้

เพราะส่วนตัวก็ได้เลื่อนขึ้นจากกลุ่ม 90% มาเป็นกลุ่ม 10% แล้ว

[นี่เขียนอย่างจริงใจมากๆ]

และมันอาจเป็น “กลไกโดยธรรมชาติของมนุษย์” ที่มีลักษณะของ Pyramid, เหมือนที่มีการทดลองในต่างประเทศว่า “ต่อให้มอบเงินให้คนสิบคนคนละร้อยเหรียญแต่สุดท้ายเงินส่วนใหญ่ของระบบก็จะกลับไปอยู่ในมือคนส่วนน้อยอยู่ดี”

แต่ตัวเลข 10% VS 90% ที่ว่านี้, มีแนวโน้มจะ “ห่าง” เพิ่มขึ้นอีกในยุคของ Robot & Ai

โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เดิมทีก็ “เหลื่อมล้ำติดอันดับโลก” อยู่แล้ว

และอีกหนึ่งสิ่งที่ผมว่า Amazing มากก็คือ…

 thailand-worst-poor-vs-rich-gap-inequality-economy-starbucks-newspaper-drama

กลุ่มที่ “เสี่ยงสุดๆ” กลับเป็นกลุ่มที่มองว่า “สบายๆ [เพราะ Ai ไม่มีวันแทนที่สายงานเราได้อยู่แล้ว]” ในขณะที่ผม, ซึ่งอยู่ในสาย IT & Digital มาตลอดสิบปีกลับยิ่งวันยิ่งรู้สึกว่า “แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่ปลอดภัย” และ “ไม่มีสายไหนปลอดภัยเลยด้วยซ้ำ”

อย่าหวังว่าคน 10% ด้านบนจะ “สน” ว่าคนอีก 90% ตกงานไหม, เพราะ Ai ไม่มีความเห็นใจให้มนุษย์หรอกครับ